หน้าแรก › บทความ › ส่วนผสมและสารสกัด › แอสต้าแซนทีนกินตอนไหนดี? กินหลังอาหาร ห้ามกินกับอะไร และควรกินวันละกี่มิลลิกรัม

แอสต้าแซนทีนกินตอนไหนดี? กินหลังอาหาร ห้ามกินกับอะไร และควรกินวันละกี่มิลลิกรัม

แชร์บทความนี้
เวลชี้นาฬิกาตอนมื้อกลางวันที่มีแซลมอนและอะโวคาโด ข้างเวลลี่ถือป้าย Astaxanthin สื่อถึงการกินพร้อมอาหารที่มีไขมัน

แอสต้าแซนทีนควรกินพร้อมหรือหลังมื้ออาหาร เพราะเป็นสารที่ละลายในไขมัน งานวิจัยจากญี่ปุ่นพบว่ากินหลังอาหาร ระดับในเลือดสูงกว่ากินก่อนอาหารราว 2.4 เท่า ส่วนเช้าหรือเย็นยังไม่มีงานเทียบตรง ๆ ขนาดที่ EFSA ประเมินว่าปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่คือ 8 มก./วัน และใครกินยาวาร์ฟารินอยู่ต้องถามแพทย์ก่อน

หน้านี้เราแยกมาตอบเรื่องวิธีกินโดยเฉพาะ ทั้งเวลา ขนาด และของที่ไม่ควรกินคู่ ทุกข้ออ้างจากงานวิจัยหรือหน่วยงานที่เราเปิดอ่านต้นฉบับ ตรงไหนหลักฐานยังบาง เราบอกไว้ตรงนั้นเลย ถ้ายังไม่รู้จักสารตัวนี้ อ่านพื้นฐานก่อนได้ที่ แอสต้าแซนทีน (Astaxanthin) คืออะไร ช่วยอะไร? สรุปงานวิจัยเรื่องผิว ดวงตา และปริมาณที่ใช้จริงในงานวิจัย

TL;DRสรุปสั้นๆ อ่าน 30 วิ

แอสต้าแซนทีนละลายในไขมัน กินพร้อมหรือหลังมื้ออาหารจะดูดซึมได้ดีกว่ากินตอนท้องว่าง

  • เวลากิน: หลังอาหาร ระดับในเลือดรวม (AUC) สูงกว่าก่อนอาหารราว 2.4 เท่า ในงานที่มีอาสาสมัครกลุ่มละ 6-7 คน (🟡)
  • เช้าหรือเย็น: ยังไม่มีงานเทียบตรง ๆ ครึ่งชีวิตในเลือดราว 16-21 ชั่วโมง เลือกมื้อที่กินได้ทุกวัน
  • ขนาด: EFSA ประเมินว่า 8 มก./วันจากอาหารเสริมปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ งานวิจัยเรื่องผิวใช้ 2-12 มก./วัน (🟢)
  • ระวังกินคู่: มีรายงานผู้ป่วยไทยที่กินวาร์ฟาริน แล้วค่า INR พุ่งหลังเริ่มแอสต้าแซนทีน (⚪)

ในบทความนี้

  1. แอสต้าแซนทีนกินตอนไหนดี: ก่อนหรือหลังอาหาร
  2. กินตอนเช้าหรือก่อนนอน ต่างกันไหม
  3. ควรกินแอสต้าแซนทีนวันละกี่มิลลิกรัม
  4. กินเกินขนาดได้ไหม เพดานที่ควรรู้
  5. แอสต้าแซนทีนห้ามกินกับอะไร ยาและสิ่งที่ต้องระวัง
  6. กินต่อเนื่องนานแค่ไหน และกินคู่กับวิตามินอื่นได้ไหม
  7. เหมาะกับใคร / ไม่เหมาะกับใคร
  8. ข้อควรระวังก่อนกินแอสต้าแซนทีน
  9. คำถามที่พบบ่อย

1. แอสต้าแซนทีนกินตอนไหนดี: ก่อนหรือหลังอาหาร

คำตอบที่มีงานวิจัยรองรับคือกินหลังอาหารหรือพร้อมมื้ออาหาร แอสต้าแซนทีนเป็นแคโรทีนอยด์ที่ละลายในไขมัน ถ้ากินตอนท้องว่าง ร่างกายดูดซึมได้น้อย ไขมันในมื้ออาหารช่วยพาสารเข้าสู่กระแสเลือดได้มากขึ้น งานทดลองในคนสองชิ้นชี้ไปทางเดียวกัน แม้ทั้งคู่จะเป็นงานขนาดเล็ก

จานอาหารมื้อหลักที่มีปลาแซลมอนและอะโวคาโด ตัวอย่างมื้อที่มีไขมันสำหรับกินแอสต้าแซนทีน

🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด
งานศึกษาการดูดซึมใน Bioscience, Biotechnology, and Biochemistry (Okada et al., 2009) ให้สารสกัดจากสาหร่าย Haematococcus แก่คนไม่สูบบุหรี่ก่อนอาหาร (7 คน) คนไม่สูบบุหรี่หลังอาหาร (6 คน) และคนสูบบุหรี่หลังอาหาร (7 คน) แล้ววัดระดับในเลือด พบว่าพื้นที่ใต้กราฟ (AUC) ของกลุ่มหลังอาหารอยู่ที่ 7,219 µg·h/L เทียบกับ 2,968 µg·h/L ในกลุ่มก่อนอาหาร ผู้วิจัยสรุปว่าเวลาที่กินมีผลต่อการดูดซึมอย่างมาก

ตัวเลข 7,219 เทียบกับ 2,968 คิดเป็นราว 2.4 เท่า งานอีกชิ้นใน European Journal of Pharmaceutical Sciences (Mercke Odeberg et al., 2003) ให้ผู้ชายสุขภาพดีกินแอสต้าแซนทีน 40 มก. ครั้งเดียว พบว่าสูตรที่ผสมไขมันดูดซึมได้ 1.7-3.7 เท่าของสูตรอ้างอิง ผู้วิจัยเขียนไว้ด้วยว่าการมีไขมันช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารกลุ่มนี้

ในชีวิตจริง “มื้อที่มีไขมัน” ไม่ต้องเป็นของมัน ๆ กับข้าวที่ผัดหรือทอดด้วยน้ำมัน ไข่ ปลา ถั่ว หรืออะโวคาโด ก็มีไขมันอยู่แล้ว สิ่งที่ควรเลี่ยงคือกินตอนตื่นนอนพร้อมน้ำเปล่าหรือกาแฟดำ แล้วค่อยกินข้าวอีกหลายชั่วโมงถัดไป

ข้อจำกัดที่ต้องรู้คือ งานของ Okada มีคนแค่กลุ่มละ 6-7 คน และทั้งสองชิ้นวัดแค่ระดับสารในเลือด ไม่ได้วัดว่าผลต่อผิวหรือร่างกายต่างกันไหม แต่เมื่อทางเลือกคือกินพร้อมมื้อซึ่งไม่มีต้นทุนอะไรเพิ่ม เราว่าคุ้มที่จะทำตาม

2. กินตอนเช้าหรือก่อนนอน ต่างกันไหม

ยังไม่มีงานวิจัยที่เทียบการกินตอนเช้ากับก่อนนอนโดยตรง สิ่งที่รู้คือแอสต้าแซนทีนอยู่ในเลือดค่อนข้างนาน ครึ่งชีวิตราว 16-21 ชั่วโมงในงานที่วัดไว้ การกินวันละครั้งพร้อมมื้อที่คุณกินเป็นประจำ จึงสำคัญกว่าการเลือกว่าเป็นชั่วโมงไหนของวัน

ตัวเลขครึ่งชีวิตมาจากสองงาน งานของ Mercke Odeberg et al. (2003) วัดได้ 15.9 ชั่วโมงจากอาสาสมัคร 32 คน ส่วนงานใน Journal of Nutritional Biochemistry (Østerlie et al., 2000) ให้ผู้ชาย 3 คนกินแอสต้าแซนทีน 100 มก. พร้อมมื้ออาหาร พบว่าระดับในเลือดขึ้นสูงสุดที่ราว 6.7 ชั่วโมง และครึ่งชีวิตอยู่ที่ 21 ชั่วโมง

ตัวเลขนี้บอกว่าสารไม่ได้หายจากเลือดภายในไม่กี่ชั่วโมง คุณจึงไม่ต้องตั้งนาฬิกากินให้ตรงเวลาเป๊ะ เลือกมื้อที่มีกับข้าวจริงจังและกินทุกวันได้ เช่น ถ้ามื้อเช้าของคุณมีแค่กาแฟ มื้อกลางวันหรือเย็นจะเหมาะกว่า

ส่วนความเชื่อว่ากินก่อนนอนแล้วผิวฟื้นตัวดีกว่า เรายังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบเรื่องนี้ จึงไม่มีเหตุผลให้ต้องเลื่อนไปกินตอนดึกถ้ามื้อเย็นของคุณเลิกกินไปนานแล้ว

ไข่ดาวบนขนมปังโฮลวีต ตัวอย่างมื้อเช้าประจำที่ใช้เป็นเวลากินแอสต้าแซนทีน

อีกเรื่องจากงานของ Okada et al. (2009) คือ ในกลุ่มคนสูบบุหรี่ ครึ่งชีวิตของแอสต้าแซนทีนในเลือดสั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ ยังไม่รู้ว่าส่งผลต่อประโยชน์ที่ได้แค่ไหน แต่เป็นอีกเหตุผลที่ไม่ควรหวังให้อาหารเสริมชดเชยการสูบบุหรี่

วิธีกินที่ใช้ได้ทุกวันมี 4 ข้อ

  1. กินพร้อมหรือหลังมื้อหลัก ที่มีไขมันอยู่บ้าง
  2. เลือกมื้อเดิมทุกวัน เพื่อไม่ให้ลืม เช้าหรือเย็นก็ได้
  3. กินตามขนาดบนฉลาก และไม่เกินกรอบในหัวข้อ 3 และ 4
  4. ถ้ากินยาประจำ ถามเภสัชกรก่อนเริ่ม (ดูหัวข้อ 5)
โฆษณา

3. ควรกินแอสต้าแซนทีนวันละกี่มิลลิกรัม

แอสต้าแซนทีนไม่ใช่สารอาหารจำเป็น จึงไม่มีค่าปริมาณที่ควรได้รับต่อวันแบบวิตามินและแร่ธาตุให้ยึด ตัวเลขที่ใช้อ้างอิงได้มาจากงานประเมินความปลอดภัย โดย EFSA ของสหภาพยุโรปสรุปว่า 8 มก./วันจากอาหารเสริมปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ ส่วนงานวิจัยเรื่องผิวใช้อยู่ในช่วง 2-12 มก./วัน

🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟢 หลักฐานค่อนข้างชัด (เรื่องความปลอดภัยในผู้ใหญ่)
คณะกรรมการ NDA ของ EFSA (2020) ประเมินแอสต้าแซนทีนในอาหารเสริมที่ขนาดสูงสุด 8 มก./วัน รวมกับที่ได้จากปลาและสัตว์เปลือกแข็ง สรุปว่าปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ โดยผู้ใหญ่ได้รับรวมต่ำกว่าค่า ADI 0.2 มก./กก. น้ำหนักตัว/วัน ราว 13% ขณะที่วัยรุ่นอายุ 14 ถึงต่ำกว่า 18 ปีแตะค่า ADI พอดี และเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปีได้รับเกินค่า ADI

แหล่งข้อมูล ขนาด หมายถึงอะไร
EFSA (2020) 8 มก./วัน จากอาหารเสริม ขนาดที่ประเมินแล้วว่าปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่
งานผิว 9 งานทดลอง (Zhou et al., 2021) 2-12 มก./วัน นาน 4-16 สัปดาห์ ขนาดที่ใช้จริงในงานทดลองแบบสุ่มเรื่องผิว
ขนาดที่หน่วยงานแต่ละประเทศแนะนำหรืออนุญาต (Brendler & Williamson, 2019) 2-24 มก. ต่างกันมากตามหน่วยงาน
งานในคน 87 งาน (Brendler & Williamson, 2019) 35 งานใช้ตั้งแต่ 12 มก./วันขึ้นไป ไม่พบข้อกังวลด้านความปลอดภัยของแบบจากธรรมชาติ

ในทางปฏิบัติ คนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องคำนวณอะไรเอง กินตามฉลากผลิตภัณฑ์ที่มีเลข อย. แล้วอย่าเพิ่มขนาดเองเพราะคิดว่ายิ่งมากยิ่งดี

ขนาดที่งานวิจัยใช้ยังต่างกันไปตามเป้าหมาย เช่น ผิว ดวงตา หรือตัวชี้วัดออกซิเดชัน ถ้าอยากรู้ว่าแต่ละเรื่องหลักฐานหนักแค่ไหน เราสรุปไว้ใน แอสต้าแซนทีนอาจช่วยอะไรบ้าง ผิว ดวงตา และการต้านอนุมูลอิสระ ตามงานวิจัย

แคปซูลนิ่มหลายเม็ดวางบนพื้นขาว สื่อถึงขนาดแอสต้าแซนทีนต่อวัน

4. กินเกินขนาดได้ไหม เพดานที่ควรรู้

แอสต้าแซนทีนไม่มีค่าเพดานแบบวิตามิน ตัวเลขที่ใช้เป็นเพดานได้คือค่า ADI ของ EFSA ที่ 0.2 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน ซึ่งนับรวมทั้งจากอาหารและอาหารเสริม ส่วนงานทบทวน 87 งานในคน ไม่พบข้อกังวลด้านความปลอดภัย แม้ 35 งานจะใช้ตั้งแต่ 12 มก./วันขึ้นไป

ADI (Acceptable Daily Intake) คือปริมาณที่ประเมินว่ากินได้ทุกวันตลอดชีวิตโดยไม่น่ากังวล คิดตามน้ำหนักตัว ถ้าเอาค่า 0.2 มก./กก./วัน มาคูณ จะได้ประมาณนี้

น้ำหนักตัว ค่า ADI ต่อวัน (รวมอาหาร + อาหารเสริม)
50 กก. 10 มก.
60 กก. 12 มก.
70 กก. 14 มก.

ตัวเลขนี้ยังมีข้อถกเถียง งานทบทวนของ Brendler & Williamson (2019) ใน Phytotherapy Research ชี้ว่าค่า ADI ของ EFSA คิดจากงานในหนูที่ใช้แอสต้าแซนทีนแบบสังเคราะห์ ซึ่งมีโครงสร้างทางเคมีต่างจากแบบธรรมชาติ ผู้เขียนเสนอให้ตั้งค่า ADI ของแบบธรรมชาติจากงานที่ใช้แบบธรรมชาติเท่านั้น และให้ศึกษาแบบสังเคราะห์ในคนเพิ่ม

เรามองว่าสองแหล่งนี้ไม่ได้ขัดกันในทางปฏิบัติ ค่า ADI เป็นกรอบที่ระวังไว้ก่อน ส่วนงาน 87 ชิ้นบอกว่าขนาดในช่วงที่งานวิจัยใช้ยังไม่พบสัญญาณอันตรายในผู้ใหญ่ อีกจุดที่ต้องระวังคือกินหลายผลิตภัณฑ์พร้อมกัน เช่น ตัวเดี่ยวหนึ่งเม็ด บวกสูตรผสมบำรุงผิวหรือสายตาที่มีแอสต้าแซนทีนอยู่แล้ว ก่อนกินควรรวมปริมาณจากทุกฉลากให้ไม่เกินขนาดที่ตั้งใจ

5. แอสต้าแซนทีนห้ามกินกับอะไร ยาและสิ่งที่ต้องระวัง

ยังไม่มีรายการ “ห้ามกินคู่” ที่ยืนยันด้วยงานทดลองในคน แต่มีสัญญาณที่ควรรู้ 3 เรื่อง คือ รายงานผู้ป่วยที่กินยาวาร์ฟาริน ข้อมูลจากห้องแล็บเรื่องเอนไซม์ตับที่ใช้กำจัดยา และยาที่ลดการดูดซึมไขมัน ใครกินยาประจำ ควรถามเภสัชกรก่อนเริ่ม

ยาวาร์ฟาริน (ยาต้านการแข็งตัวของเลือด)

🔬 งานวิจัยบอกว่า · ⚪ หลักฐานยังน้อย (รายงานผู้ป่วย 1 ราย)
รายงานใน Journal of Cardiology Cases (Santiyanon & Yeephu, 2019) จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เล่าถึงผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 69 ปี ที่กินวาร์ฟารินขนาดคงที่ร่วมกับยาอื่นมา 17 วันโดยไม่มีปัญหา หนึ่งวันหลังเริ่มกินแอสต้าแซนทีน พบรอยจ้ำเลือดที่ขาหนีบและต้นขา ค่า INR ขึ้นจาก 1.4 เป็น 10.38 หลังหยุดทั้งสองตัวและให้วิตามินเค 2 วันต่อมาค่า INR ลดเหลือ 1.43 ผู้เขียนประเมินว่าอาการเลือดออก “น่าจะเกี่ยวข้อง” กับแอสต้าแซนทีน

รายงานรายเดียวพิสูจน์ไม่ได้ว่าแอสต้าแซนทีนเป็นต้นเหตุ ผู้ป่วยรายนี้ยังกินยาอื่นอีกหลายตัว แต่ผลที่เกิดคือเลือดออกง่าย ซึ่งอันตรายพอที่ไม่ควรเสี่ยง ถ้าคุณกินวาร์ฟารินหรือยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด บอกแพทย์ก่อนเริ่มกินแอสต้าแซนทีนทุกครั้ง

ยาที่ร่างกายกำจัดผ่านเอนไซม์ตับ (CYP)

🔬 งานวิจัยบอกว่า · ⚪ หลักฐานยังน้อย (งานในห้องแล็บ)
งานใน Archives of Toxicology (Kistler et al., 2002) พบว่าในเซลล์ตับคนที่เลี้ยงในห้องแล็บ แอสต้าแซนทีนกระตุ้นเอนไซม์ CYP3A4 ซึ่งเป็นเอนไซม์หลักตัวหนึ่งที่ใช้เปลี่ยนแปลงยา และ CYP2B6 ส่วนงานใน Food and Chemical Toxicology (Zheng et al., 2013) พบว่าแอสต้าแซนทีนยับยั้ง CYP2C19 ได้อ่อน ๆ ที่ความเข้มข้นสูงกว่าระดับที่พบในเลือดคนมาก และสรุปว่าไม่น่าจะเปลี่ยนการทำงานของยา

ข้อมูลสองชิ้นนี้มาจากหลอดทดลองทั้งคู่ และยังไม่มีงานในคนที่ยืนยันว่าแอสต้าแซนทีนทำให้ระดับยาตัวไหนเปลี่ยน ความเสี่ยงจริงจึงยังไม่รู้ คนที่ควรระวังเป็นพิเศษคือคนที่กินยาซึ่งต้องคุมระดับในเลือดให้พอดี ให้เภสัชกรดูรายการยาทั้งหมดก่อน

ยาลดการดูดซึมไขมัน (ออร์ลิสแตท)

ข้อมูลยาออร์ลิสแตทของ MedlinePlus ระบุว่ายานี้ขัดขวางการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันบางตัวและเบต้าแคโรทีน และแนะนำให้กินวิตามินรวมห่างจากยา 2 ชั่วโมง หรือกินตอนก่อนนอน ยังไม่มีงานที่ศึกษากับแอสต้าแซนทีนโดยตรง แต่เพราะเป็นแคโรทีนอยด์ที่ละลายในไขมันเหมือนเบต้าแคโรทีน ถ้ากินยานี้อยู่ ให้ถามเภสัชกรเรื่องระยะห่าง

ตลับยาแบ่งช่องที่มียาหลายชนิด สื่อถึงการเช็กยาประจำก่อนกินแอสต้าแซนทีน

6. กินต่อเนื่องนานแค่ไหน และกินคู่กับวิตามินอื่นได้ไหม

งานวิจัยเรื่องผิวให้คนกินทุกวันนาน 4-16 สัปดาห์ นี่จึงเป็นกรอบเวลาที่มีข้อมูลรองรับ ส่วนการกินยาวเป็นปียังมีงานน้อย เรื่องกินคู่กับวิตามินซีหรือคอลลาเจน เรายังไม่พบงานที่ชี้ว่ามีปัญหา แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานว่ากินคู่แล้วได้ผลมากกว่า

🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด
งานทดลองใน Journal of Clinical Biochemistry and Nutrition (Tominaga et al., 2017) ให้ผู้หญิงสุขภาพดี 65 คน กินแอสต้าแซนทีน 6 มก. หรือ 12 มก. หรือยาหลอก นาน 16 สัปดาห์ ช่วงที่อากาศแห้งและแดดเปลี่ยน พบว่ากลุ่มยาหลอกมีค่าริ้วรอยและความชุ่มชื้นของผิวแย่ลง ขณะที่กลุ่มแอสต้าแซนทีนไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ งานนี้ได้ทุนจากบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบ

ถ้าตัดสินใจลอง ให้กินสม่ำเสมอพร้อมมื้อเดิม แล้วประเมินผลหลังครบช่วงที่งานวิจัยใช้ แทนการเปลี่ยนยี่ห้อหรือเพิ่มขนาดทุกสัปดาห์ สิ่งที่งานนี้วัดได้คือผิวของกลุ่มที่กินไม่แย่ลงตามฤดู และต้องใช้เวลาหลายเดือน ภาพรวมจากงานวิเคราะห์รวม 9 งานของ Zhou et al. (2021) ก็ไปทางเดียวกัน คือความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นดีขึ้นเล็กน้อย แต่ริ้วรอยไม่ต่างจากยาหลอก ใครอยากรู้ว่ากินต่อเนื่องนานแค่ไหนจึงเริ่มวัดผลได้ อ่านต่อที่ แอสต้าแซนทีนกินต่อเนื่องได้ไหม และงานวิจัยใช้เวลากี่สัปดาห์

ส่วนเรื่องกินคู่ กลุ่มที่คนถามบ่อยคือวิตามินซี คอลลาเจน และโคเอนไซม์ Q10 ถ้าจะกินคู่ สิ่งที่ต้องทำคือดูปริมาณของแต่ละตัวไม่ให้เกินที่ฉลากแนะนำ รายละเอียดทีละคู่ อยู่ในบทความ แอสต้าแซนทีนกินคู่กับวิตามินซี คอลลาเจน หรือ Q10 ได้ไหม

7. เหมาะกับใคร / ไม่เหมาะกับใคร

วิธีกินในหน้านี้เหมาะกับผู้ใหญ่ที่ตัดสินใจลองแล้ว และกินอาหารมื้อหลักเป็นเวลา ส่วนเด็ก วัยรุ่น คนตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และคนที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาหลายตัว ควรคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่ม เพราะข้อมูลความปลอดภัยในกลุ่มเหล่านี้ยังน้อย

อาจเหมาะกับ

  • ผู้ใหญ่ที่อยากลองดูแลความชุ่มชื้นของผิว และรับได้ว่าผลในงานวิจัยอยู่ในระดับเล็กน้อย
  • คนที่กินข้าวเป็นมื้อสม่ำเสมอ จะได้ผูกเวลากินไว้กับมื้อเดิมทุกวัน
  • คนที่ไม่ได้กินยาประจำ หรือถามเภสัชกรเรื่องยาที่กินอยู่แล้ว

ไม่เหมาะ หรือต้องปรึกษาแพทย์ก่อน

  • เด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี
  • หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • คนที่กินวาร์ฟารินหรือยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
  • คนที่กินยาหลายตัว หรือกินยาลดการดูดซึมไขมันอยู่

8. ข้อควรระวังก่อนกินแอสต้าแซนทีน

งานทบทวนในคนยังไม่พบข้อกังวลด้านความปลอดภัยในผู้ใหญ่ที่กินแบบจากธรรมชาติ แต่เรื่องที่ต้องระวังจริงจังคือยาที่กินอยู่ โดยเฉพาะวาร์ฟาริน และการให้เด็กกิน ถ้ากินยาประจำ ให้ถามเภสัชกรก่อนเริ่มทุกครั้ง

⚠️ ข้อควรระวัง

  • ยาวาร์ฟาริน: มีรายงานผู้ป่วยไทยที่ค่า INR ขึ้นเป็น 10.38 หลังเริ่มกินแอสต้าแซนทีน บอกแพทย์ก่อนเริ่มเสมอ
  • ยาประจำอื่น: ข้อมูลเรื่องเอนไซม์ตับยังมาจากห้องแล็บ ไม่มีข้อมูลไม่ได้แปลว่าปลอดภัย ให้เภสัชกรดูรายการยาก่อน
  • ยาออร์ลิสแตท: ยาลดการดูดซึมไขมันอาจลดการดูดซึมสารที่ละลายในไขมัน ถามเรื่องระยะห่างกับเภสัชกร
  • เด็กและวัยรุ่น: EFSA ประเมินว่าเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปีได้รับเกินค่า ADI (เกิน 28% ในเด็กอายุ 10 ถึงต่ำกว่า 14 ปี) ไม่ควรให้เด็กกินเอง
  • ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีโรคประจำตัว: ข้อมูลเฉพาะกลุ่มยังน้อย ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
  • กินหลายผลิตภัณฑ์: รวมปริมาณแอสต้าแซนทีนจากทุกฉลาก อย่าให้ซ้ำซ้อนเกินที่ตั้งใจ

อาการข้างเคียงที่มีรายงาน และกลุ่มที่ต้องระวังเรื่องความดันหรือการตั้งครรภ์ อยู่ในบทความ แอสต้าแซนทีนผลข้างเคียงและข้อควรระวัง เรื่องยา ความดัน และการตั้งครรภ์

9. คำถามที่พบบ่อย

แอสต้าแซนทีนกินตอนเช้าหรือก่อนนอนดีกว่า?

ยังไม่มีงานวิจัยที่เทียบสองเวลานี้โดยตรง ครึ่งชีวิตของแอสต้าแซนทีนในเลือดอยู่ราว 16-21 ชั่วโมง สิ่งที่มีหลักฐานคือการกินพร้อมหรือหลังมื้ออาหาร เลือกมื้อเช้าหรือเย็นที่มีกับข้าวจริงจังและกินได้ทุกวัน สำคัญกว่าการเลือกชั่วโมง

แอสต้าแซนทีนกินตอนท้องว่างได้ไหม?

กินได้ แต่ร่างกายจะดูดซึมได้น้อยกว่า งานจากญี่ปุ่นพบว่ากินหลังอาหาร ระดับในเลือดรวมสูงกว่ากินก่อนอาหารราว 2.4 เท่า เพราะแอสต้าแซนทีนละลายในไขมัน และต้องอาศัยไขมันในมื้ออาหารช่วยดูดซึม ถ้าตอนเช้ากินแค่กาแฟ ให้เลื่อนไปกินพร้อมมื้อกลางวันหรือเย็นแทน

แอสต้าแซนทีนไม่ควรกินคู่กับอะไร?

ยังไม่มีรายการห้ามที่ยืนยันด้วยงานทดลองในคน แต่ควรระวังยาวาร์ฟาริน เพราะมีรายงานผู้ป่วยไทยที่ค่า INR ขึ้นสูงหลังเริ่มกิน รวมถึงยาประจำที่ต้องคุมระดับในเลือด และยาออร์ลิสแตท ส่วนวิตามินซีและคอลลาเจน เรายังไม่พบงานที่ชี้ว่ากินคู่แล้วมีปัญหา

แอสต้าแซนทีนควรกินวันละกี่มิลลิกรัม?

ไม่มีค่าความต้องการต่อวันอย่างเป็นทางการ เพราะไม่ใช่สารอาหารจำเป็น EFSA ประเมินว่า 8 มก./วันจากอาหารเสริมปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ และงานวิจัยเรื่องผิวใช้ 2-12 มก./วัน ทางที่ง่ายที่สุดคือกินตามขนาดบนฉลากผลิตภัณฑ์ที่มีเลข อย. และไม่เพิ่มขนาดเอง

กินแอสต้าแซนทีน 12 มก. ต่อวันได้ไหม?

งานทบทวน 87 งานวิจัยในคนไม่พบข้อกังวลด้านความปลอดภัย และ 35 งานใช้ตั้งแต่ 12 มก./วันขึ้นไป แต่ค่า ADI ของ EFSA สำหรับคนหนัก 60 กก. อยู่ที่ราว 12 มก./วัน ซึ่งนับรวมจากอาหารด้วย ถ้าจะกินขนาดนี้ต่อเนื่อง หรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

เด็กหรือวัยรุ่นกินแอสต้าแซนทีนได้ไหม?

ไม่ควรให้กินเอง EFSA ประเมินว่าถ้าได้รับ 8 มก./วันจากอาหารเสริมรวมกับอาหารปกติ วัยรุ่นอายุ 14 ถึงต่ำกว่า 18 ปีจะแตะค่า ADI พอดี และเด็กอายุ 10 ถึงต่ำกว่า 14 ปีจะเกินค่า ADI ถึง 28% เด็กเล็กกว่านั้นเกินมากขึ้นอีก ถ้าจำเป็นต้องใช้ ให้แพทย์เป็นคนตัดสินใจ

สรุป

แอสต้าแซนทีนควรกินพร้อมหรือหลังมื้ออาหารที่มีไขมัน เพราะดูดซึมได้ดีกว่ากินตอนท้องว่าง ส่วนเช้าหรือเย็นเลือกมื้อที่กินได้ทุกวัน ผู้ใหญ่กินตามฉลากในกรอบ 8 มก./วันที่ EFSA ประเมินไว้ ไม่ให้เด็กกิน และถ้ากินวาร์ฟารินหรือยาประจำ ถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

📚 แหล่งอ้างอิง

11 แหล่ง
  1. PubMed: Okada Y, Ishikura M, Maoka T. Bioavailability of astaxanthin in Haematococcus algal extract: the effects of timing of diet and smoking habits. Biosci Biotechnol Biochem. 2009;73(9):1928-32
  2. PubMed: Mercke Odeberg J, et al. Oral bioavailability of the antioxidant astaxanthin in humans is enhanced by incorporation of lipid based formulations. Eur J Pharm Sci. 2003;19(4):299-304
  3. PubMed: Østerlie M, Bjerkeng B, Liaaen-Jensen S. Plasma appearance and distribution of astaxanthin E/Z and R/S isomers in plasma lipoproteins of men after single dose administration of astaxanthin. J Nutr Biochem. 2000;11(10):482-90
  4. PubMed Central: EFSA NDA Panel. Safety of astaxanthin for its use as a novel food in food supplements. EFSA Journal. 2020;18(2):5993
  5. PubMed: Brendler T, Williamson EM. Astaxanthin: How much is too much? A safety review. Phytother Res. 2019;33(12):3090-3111
  6. PubMed: Zhou X, et al. Systematic Review and Meta-Analysis on the Effects of Astaxanthin on Human Skin Ageing. Nutrients. 2021;13(9):2917
  7. PubMed: Tominaga K, et al. Protective effects of astaxanthin on skin deterioration. J Clin Biochem Nutr. 2017;61(1):33-39
  8. PubMed: Santiyanon N, Yeephu S. Interaction between warfarin and astaxanthin: A case report. J Cardiol Cases. 2019;19(5):173-175
  9. PubMed: Kistler A, et al. Metabolism and CYP-inducer properties of astaxanthin in man and primary human hepatocytes. Arch Toxicol. 2002;75(11-12):665-75
  10. PubMed: Zheng YF, et al. Inhibitory effects of astaxanthin, β-cryptoxanthin, canthaxanthin, lutein, and zeaxanthin on cytochrome P450 enzyme activities. Food Chem Toxicol. 2013;59:78-85
  11. MedlinePlus: Orlistat. MedlinePlus Drug Information. U.S. National Library of Medicine

ข้อมูลเพื่อความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ บทความนี้สรุปจากงานวิจัยและแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงด้านบน ไม่ได้ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการดูแลโดยแพทย์ ก่อนเริ่มกินอาหารเสริมใด ๆ โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัว กินยาอยู่ ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
เขียนโดย เวล · ทีม mywellthy · อัปเดตล่าสุด 4 พ.ย. 2569

โฆษณา
เวล — ผู้เขียน mywellthyนักเขียนสายสุขภาพของ mywellthy อ่านงานวิจัยแล้วสรุปเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย บอกตรง ๆ ว่าอะไรมีหลักฐานแค่ไหน และควรระวังอะไร (ไม่ใช่แพทย์หรือเภสัชกร)ข้อมูลนี้มีไว้เพื่อความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · บางลิงก์เป็นลิงก์ affiliate