หน้าแรก › บทความ › ส่วนผสมและสารสกัด › กลูต้ากินตอนไหนดี? งานวิจัยให้กินเวลาไหน ห้ามกินกับอะไร และวันละกี่มิลลิกรัม

กลูต้ากินตอนไหนดี? งานวิจัยให้กินเวลาไหน ห้ามกินกับอะไร และวันละกี่มิลลิกรัม

แชร์บทความนี้
มายด์ถือสมุดชี้นาฬิกา ข้างเวลลี่ที่ชูป้าย GSH Glutathione สื่อถึงคำถามว่ากลูต้ากินตอนไหน

กลูต้ากินตอนไหนดี ยังไม่มีงานวิจัยที่เทียบช่วงเวลากินโดยตรง งานทดลองในคนใช้ทั้ง 15 นาทีก่อนอาหาร ก่อนนอน และแบ่งกินวันละหลายครั้ง จึงยังชี้ไม่ได้ว่าเวลาไหนดีกว่า ทางที่เข้าท่าคือเลือกเวลาที่กินได้ทุกวัน ไม่เกินขนาดบนฉลาก และถามเภสัชกรก่อนถ้ามียาประจำ

เราสงสัยว่าทำไมแต่ละเว็บตอบเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน เลยเปิดงานทดลองทีละชิ้นมาดูว่านักวิจัยให้คนกินตอนไหนจริง ๆ และกินเท่าไหร่ หน้านี้เล่าเฉพาะวิธีกิน ถ้ายังไม่รู้จักสารตัวนี้ อ่านพื้นฐานก่อนได้ที่ กลูต้า (กลูต้าไธโอน) คืออะไร ช่วยอะไร? สรุปงานวิจัย พร้อมเรื่องกิน vs ฉีดที่ต้องรู้ นะคะ

TL;DRสรุปสั้นๆ อ่าน 30 วิ

ยังไม่มีงานเทียบเวลากินกลูต้าโดยตรง เลือกเวลาที่กินได้สม่ำเสมอ และไม่เกินขนาดบนฉลาก

  • เวลากิน: งานวิจัยใช้ทั้ง 15 นาทีก่อนอาหารเช้าและเย็น และวันละครั้งก่อนนอน (⚪)
  • ขนาด: งานทดลองส่วนใหญ่ใช้ 250-1,000 มก./วัน แต่ยังไม่มีขนาดมาตรฐาน (🟡)
  • การดูดซึม: งาน 6 เดือนใน 54 คนพบระดับในเลือดเพิ่มขึ้น ส่วนงาน 4 สัปดาห์ใน 39 คนไม่พบการเปลี่ยนแปลง (🟡)
  • ระวังกินคู่: ถ้ากำลังได้ยาคีโมหรือฉายรังสี ต้องบอกทีมแพทย์ก่อนเริ่มกิน (🟡)

ในบทความนี้

  1. กลูต้ากินตอนไหนดี: งานวิจัยให้กินเวลาไหนบ้าง
  2. กลูต้ากินก่อนหรือหลังอาหาร ต้องท้องว่างไหม
  3. กินตอนเช้าหรือก่อนนอน ต้องแบ่งกินไหม
  4. กินแล้วดูดซึมจริงไหม เรื่องที่ยังเถียงกันอยู่
  5. กลูต้ากินวันละเท่าไหร่ และมีเพดานไหม
  6. กลูต้าห้ามกินกับอะไร ยาและสิ่งที่ต้องระวัง
  7. กินต่อเนื่องนานแค่ไหน
  8. เหมาะกับใคร / ไม่เหมาะกับใคร
  9. ข้อควรระวังก่อนกินกลูต้า
  10. คำถามที่พบบ่อย

1. กลูต้ากินตอนไหนดี: งานวิจัยให้กินเวลาไหนบ้าง

งานทดลองในคนให้กินกลูต้าคนละเวลา มีทั้งก่อนอาหารเช้าและเย็น ก่อนนอน และวันละ 3 ครั้ง แต่ไม่มีงานไหนที่เราเปิดอ่านออกแบบมาเทียบเวลากินโดยตรง ตารางด้านล่างจึงบอกได้แค่ว่านักวิจัยเคยใช้เวลาไหน ยังตัดสินไม่ได้ว่าเวลาไหนให้ผลดีกว่า

งานวิจัย ขนาด เวลาที่ให้กิน สิ่งที่พบ
Allen & Bradley, 2011 500 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ 15 นาทีก่อนอาหารเช้าและเย็น ระดับกลูต้าในเม็ดเลือดแดงไม่เปลี่ยน
Weschawalit et al., 2017 250 มก./วัน นาน 12 สัปดาห์ วันละครั้งก่อนนอน เป็นงานเรื่องผิว ไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง
Arjinpathana & Asawanonda, 2012 500 มก./วัน นาน 4 สัปดาห์ แบ่ง 2 ครั้ง บทคัดย่อไม่ระบุเวลา เป็นงานเรื่องผิว ทนได้ดีทั้งสองกลุ่ม
Schmitt et al., 2015 150 มก. วันละ 3 ครั้ง นาน 3 สัปดาห์ แบ่ง 3 ครั้งต่อวัน ด้อยกว่าแบบอมใต้ลิ้นในการเพิ่มระดับในเลือด
Richie et al., 2015 250 หรือ 1,000 มก./วัน นาน 6 เดือน บทคัดย่อไม่ระบุเวลา ระดับในเลือดเพิ่มที่ 1, 3 และ 6 เดือน
Sinha et al., 2018 แบบไลโปโซม 500 หรือ 1,000 มก./วัน นาน 1 เดือน ไม่ระบุเวลาหรือมื้ออาหาร ระดับในเลือดเพิ่มจากค่าตั้งต้น

🔬 งานวิจัยบอกว่า · ⚪ หลักฐานยังน้อย (เรื่องเวลากิน)
งานทดลองแบบสุ่ม ปกปิดสองฝ่าย ของ Allen & Bradley (2011) ให้อาสาสมัคร 40 คนกินกลูต้า 500 มก. วันละ 2 ครั้ง 15 นาทีก่อนอาหารเช้าและเย็น นาน 4 สัปดาห์ ส่วนงานของ Weschawalit และคณะ (2017) ให้ผู้หญิงกิน 250 มก. วันละครั้งก่อนนอน นาน 12 สัปดาห์ ทั้งสองงานถามเรื่องผลของกลูต้า ส่วนเวลากินไม่ได้อยู่ในคำถามวิจัย จึงเอาผลมาเทียบกันข้ามงานเพื่อเลือกเวลาไม่ได้

ความต่างของสองงานนี้มีเยอะกว่าเรื่องเวลา ทั้งขนาด ระยะเวลา กลุ่มคน และสิ่งที่วัด ผลที่ไม่เหมือนกันจึงอธิบายด้วยเวลาที่กินอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าเจอเว็บไหนฟันธงว่าต้องกินเวลานี้เท่านั้น ลองดูว่าเขาอ้างงานเทียบเวลาชิ้นไหน เพราะเราหาไม่เจอจริง ๆ ค่ะ

วิธีกินที่ทำตามได้ทุกวันมี 4 ข้อ

  1. เลือกเวลาเดียว ที่คุณกินได้ทุกวัน แล้วผูกไว้กับกิจวัตรเดิม
  2. ทำตามฉลากก่อน ถ้าผลิตภัณฑ์ระบุเวลากินไว้
  3. ไม่เพิ่มขนาดเอง เพื่อชดเชยเวลาที่ลืมกิน
  4. ถ้ามียาประจำ ให้เภสัชกรดูรายการก่อนเริ่ม (ดูหัวข้อ 6)

2. กลูต้ากินก่อนหรือหลังอาหาร ต้องท้องว่างไหม

เรายังไม่พบงานในคนที่เทียบการกินกลูต้าตอนท้องว่างกับกินพร้อมอาหารโดยตรง คำแนะนำเรื่องท้องว่างจึงยังไม่มีงานทดลองรองรับ งานที่ระบุเวลาชัดมีงานหนึ่งให้กิน 15 นาทีก่อนอาหาร และระดับกลูต้าไม่ต่างจากยาหลอก ก่อนหรือหลังอาหารจึงเลือกตามฉลากและความสะดวกได้

เรื่องที่มีข้อมูลคือการย่อย Witschi และคณะ (1992) อธิบายว่ากลูต้าถูกเอนไซม์ในลำไส้และตับย่อยสลาย ส่วนงานทบทวนของ Sonthalia และคณะ (2016) ระบุว่าจุดดูดซึมหลักอยู่ที่ลำไส้เล็กส่วนบน แต่ทั้งสองงานไม่ได้ทดสอบว่ามื้ออาหารเปลี่ยนการดูดซึมไหม เราจึงไม่อยากเดาต่อจากกลไก

โต๊ะอาหารมื้อเช้าที่จัดไว้พร้อม สื่อถึงคำถามว่ากินกลูต้าก่อนหรือหลังอาหาร

อีกเรื่องที่ใช้ตัดสินได้คือท้องไส้ของคุณเอง ในงานของ Allen & Bradley (2011) ที่กินก่อนอาหาร มีผู้เข้าร่วม 5 คนรายงานว่ามีลมในท้องมากขึ้นและถ่ายเหลว และผู้วิจัยบอกว่าอาการโดยรวมเล็กน้อย งานนี้ไม่ได้ทดสอบว่าเปลี่ยนเวลาแล้วอาการดีขึ้นไหม ถ้าคุณกินแล้วไม่สบายท้อง ให้ปรึกษาเภสัชกรเรื่องเวลากินหรือหยุดดูอาการ

โฆษณา

3. กินตอนเช้าหรือก่อนนอน ต้องแบ่งกินไหม

ยังไม่มีงานวิจัยที่เทียบการกินกลูต้าตอนเช้ากับก่อนนอน และเรายังไม่พบงานที่เทียบการแบ่งกินกับกินครั้งเดียวในขนาดเท่ากัน งานทดลองมีทั้งแบบวันละครั้ง 2 ครั้ง และ 3 ครั้ง ถ้าฉลากไม่ได้ระบุ เลือกเวลาที่ทำให้คุณไม่ลืมกินจะง่ายที่สุด

ความเชื่อว่ากินก่อนนอนแล้วดีกว่าเพราะผิวซ่อมแซมตอนกลางคืน เรายังไม่พบงานทดสอบเรื่องนี้ งานก่อนนอนของ Weschawalit และคณะ (2017) เทียบกับยาหลอกที่กินเวลาเดียวกัน จึงตอบไม่ได้ว่าการกินก่อนนอนดีกว่ากินตอนเช้าหรือไม่

เรื่องที่มีตัวเลขคือระดับในเลือดหลังกินครั้งเดียว งานของ Park และคณะ (2014) ให้กิน 50 มก./กก. น้ำหนักตัว แล้วพบกลูต้าส่วนที่จับกับโปรตีนในพลาสมาเพิ่มขึ้นที่ 60-120 นาที ส่วนงานของ Jung และคณะ (2026) ให้กิน 300 มก. ครั้งเดียว แล้วเก็บเลือดนาน 6 ชั่วโมง งานสองชิ้นนี้วัดแค่ช่วงไม่กี่ชั่วโมงหลังกิน ไม่ได้เทียบว่าควรกินชั่วโมงไหนของวัน

โต๊ะข้างเตียงกับโคมไฟยามค่ำ สื่อถึงการกินกลูต้าก่อนนอนที่มีในงานวิจัยหนึ่งงาน

เรื่องความต่อเนื่องมีตัวเลขให้ดู ในงาน 6 เดือนของ Richie และคณะ (2015) ระดับกลูต้ากลับสู่ค่าเดิมหลังหยุดกิน 1 เดือน ถ้าเลือกเวลาที่ลืมบ่อย ก็เท่ากับว่าคุณไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขแบบที่งานวิจัยทำไว้

4. กินแล้วดูดซึมจริงไหม เรื่องที่ยังเถียงกันอยู่

งานวิจัยเรื่องการดูดซึมของกลูต้าแบบกินยังออกมาไม่ตรงกัน งานให้กินครั้งเดียวและงาน 4 สัปดาห์ไม่พบระดับเปลี่ยน ขณะที่งาน 6 เดือนพบระดับในเลือดเพิ่มขึ้น เอกสารของ อย. เองก็ระบุว่าถูกดูดซึมได้น้อยมาก คำถามเรื่องเวลาจึงยังรองจากคำถามว่าดูดซึมได้แค่ไหน

🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด
งานของ Witschi และคณะ (1992) ให้อาสาสมัคร 7 คนกินกลูต้าครั้งเดียว 3 กรัม ระดับในพลาสมาไม่เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญตลอด 270 นาที งานของ Allen & Bradley (2011) ที่มีผู้อยู่จนจบ 39 คน ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับกลูต้าและตัวชี้วัดออกซิเดชันที่ 4 สัปดาห์ ส่วนงานทดลองแบบสุ่ม 6 เดือนของ Richie และคณะ (2015) ใน 54 คน พบระดับในเม็ดเลือดแดงเพิ่ม 29% ในกลุ่ม 250 มก./วัน และเพิ่ม 30-35% ในเม็ดเลือดแดง พลาสมา และลิมโฟไซต์ในกลุ่ม 1,000 มก./วัน

งานทบทวนของ Dilokthornsakul และคณะ (2019) จากมหาวิทยาลัยนเรศวรเขียนไว้ว่าประสิทธิภาพของแบบกินยังน่าสงสัย เพราะดูดซึมได้จำกัด ฝั่ง อย. ไปไกลกว่านั้น เอกสารปี 2563 ระบุว่ากลูต้าถูกทำลายในทางเดินอาหาร ถูกดูดซึมได้น้อยมาก และการกินจึง “ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ” ขณะเดียวกันก็ระบุว่ากลูต้าแบบกินใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้

รูปแบบก็เป็นตัวแปรที่ยังเถียงกันอยู่ งานแบบไลโปโซมของ Sinha และคณะ (2018) ในคน 12 คนพบระดับในเลือดเพิ่มสูงสุดราว 40% ที่ 2 สัปดาห์ แต่เทียบกับค่าตั้งต้นของผู้เข้าร่วมเอง และได้ทุนจากบริษัทผู้ผลิต งานครอสโอเวอร์ของ Schmitt และคณะ (2015) ในคนที่มีภาวะเมตาบอลิกซินโดรม 20 คนพบว่าแบบอมใต้ลิ้นเพิ่มระดับในพลาสมาได้ดีกว่าแบบแคปซูล โดยผู้เขียนสองคนสังกัดบริษัทผู้ผลิต ส่วนงานของ Jung และคณะ (2026) พบว่าแบบแผ่นฟิล์มละลายในปากมีระดับในพลาสมาสูงกว่าแบบเม็ดที่ 4 และ 6 ชั่วโมง

5. กลูต้ากินวันละเท่าไหร่ และมีเพดานไหม

กลูต้าไธโอนเป็นสารที่ร่างกายสังเคราะห์เองได้ และเราไม่พบค่าปริมาณแนะนำต่อวันหรือค่าเพดานอย่างเป็นทางการในแหล่งที่เปิดอ่าน ตัวเลขที่อ้างอิงได้คือขนาดในงานวิจัย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ 250-1,000 มก./วัน และงานทบทวนระบุว่าขนาดกับระยะเวลายังไม่เป็นมาตรฐาน

ขนาดต่อวัน งานวิจัย ใช้นานแค่ไหน
100 มก. Jung et al., 2026 4 สัปดาห์
250 มก. Weschawalit et al., 2017 · Richie et al., 2015 12 สัปดาห์ · 6 เดือน
300 มก. Honda et al., 2017 (ผู้ป่วยไขมันพอกตับ) 4 เดือน
450 มก. Schmitt et al., 2015 3 สัปดาห์
500 มก. Arjinpathana & Asawanonda, 2012 · Sinha et al., 2018 4 สัปดาห์ · 1 เดือน
1,000 มก. Allen & Bradley, 2011 · Richie et al., 2015 · Sinha et al., 2018 4 สัปดาห์ · 6 เดือน · 1 เดือน

🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด
งานทบทวนของ Sonthalia และคณะ (2016) ระบุว่าขนาดและระยะเวลาของกลูต้าแบบกินยังไม่เป็นมาตรฐาน ขนาดที่แต่ละผู้ผลิต “แนะนำ” ต่างกัน และไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน งานทบทวนของ Dilokthornsakul และคณะ (2019) พบว่างานแบบกินใช้ 250-500 มก./วัน และมีรายงานผลข้างเคียงบ้างแต่ไม่ร้ายแรง

ตัวเลขในตารางคือขนาดที่นักวิจัยเลือกทดสอบ ยังไม่มีงานที่เราเปิดอ่านบอกว่าขนาดไหนเหมาะกับทุกคน งานของ Richie (2015) พบว่าการเพิ่มขึ้นของระดับในเลือดมักขึ้นตามขนาดและเวลา แต่ตัวเลขนี้คือระดับสารและตัวชี้วัดในเลือด ไม่ได้บอกว่าอาการหรือสุขภาพดีขึ้นแค่ไหน งานของ Allen ที่ใช้ 1,000 มก./วันก็ไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่ 4 สัปดาห์

เมื่อไม่มีเพดานทางการให้ยึด ให้กินตามขนาดบนฉลากผลิตภัณฑ์ที่มีเลข อย. และรวมปริมาณจากทุกผลิตภัณฑ์ที่กินอยู่ ถ้าเกิน 1,000 มก./วัน คุณจะอยู่นอกช่วงที่งานทดลองแบบกินหลายสัปดาห์ในหน้านี้ใช้ รายละเอียดเรื่องขนาดแต่ละแบบ อ่านต่อได้ที่ กลูต้ากินทุกวันได้ไหม และวันละกี่มิลลิกรัมตามที่งานวิจัยใช้

แคปซูลอาหารเสริมหกออกจากขวดสีขาว สื่อถึงขนาดกลูต้าต่อวันในงานวิจัย

6. กลูต้าห้ามกินกับอะไร ยาและสิ่งที่ต้องระวัง

ในแหล่งที่เราเปิดอ่าน ยังไม่มีรายการห้ามกินคู่ที่ยืนยันด้วยงานทดลองกับกลูต้าแบบกินโดยตรง เรื่องที่ต้องระวังจริงจังที่สุดคือการกินสารต้านอนุมูลอิสระระหว่างได้ยาคีโมหรือฉายรังสี ส่วนใครมียาประจำ ควรให้เภสัชกรดูรายการก่อนเริ่มกิน

ยาคีโมและการฉายรังสี

🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด (ข้อมูลเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระโดยรวม ไม่ใช่กลูต้าโดยตรง)
เอกสาร PDQ ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ (NCI) ระบุว่าการกินอาหารเสริมต้านอนุมูลอิสระระหว่างได้ยาคีโมหรือฉายรังสี อาจลดโอกาสที่จะปลอดจากมะเร็ง และยังต้องวิจัยเพิ่ม งานทบทวนอย่างเป็นระบบของ Limbrunner และคณะ (2025) ก็สรุปว่าหลายงานชี้ไปทางนี้ แต่หลักฐานยังไม่สม่ำเสมอ ยังเร็วเกินไปที่จะให้คำแนะนำทางคลินิก และกลูต้าไม่ได้ลดผลข้างเคียงจากการฉายรังสีอย่างมีนัยสำคัญ

ถ้าคุณอยู่ในช่วงนี้ อย่าเริ่มหรือหยุดอะไรเอง ให้บอกทีมแพทย์ที่ดูแลว่ากินหรืออยากกินอะไรอยู่

NAC และวิตามินซี

ทั้งสองตัวเป็นคู่ที่คนถามบ่อย งานครอสโอเวอร์ของ Schmitt และคณะ (2015) ทดสอบ NAC 200 มก./วัน แยกจากกลูต้า ไม่ได้กินคู่กัน ส่วนงานของ Johnston และคณะ (1993) พบว่าหลังกินวิตามินซี 500 มก./วัน กลูต้าในเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ในคนที่กินอาหารจำกัดวิตามินซี งานนี้ไม่ได้ให้กินกลูต้าเสริมเลย จึงยังบอกไม่ได้ว่ากินคู่แล้วดีกว่า รายละเอียดทีละคู่ เราแยกไว้ที่ กลูต้ากินคู่กับอะไรดี วิตามินซี NAC และคู่ที่คนถามบ่อย

คอลลาเจน แร่ธาตุ กาแฟ และชา

เรายังไม่พบงานในคนที่ทดสอบว่ากลูต้ากินคู่กับคอลลาเจน แร่ธาตุอย่างเหล็กหรือซิงค์ กาแฟ หรือชาแล้วมีปัญหา ไม่พบในที่นี้แปลว่าไม่มีข้อมูล ยังสรุปไม่ได้ว่าปลอดภัยหรือห้ามกิน ถ้าสงสัยว่ากลูต้ากับคอลลาเจนต่างกันตรงไหน อ่านต่อที่ กลูต้ากับคอลลาเจนต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน

ตลับยาแบ่งตามวันในสัปดาห์ สื่อถึงการเช็กยาประจำก่อนเริ่มกินกลูต้า

7. กินต่อเนื่องนานแค่ไหน

งานวิจัยแบบกินให้คนกินทุกวันตั้งแต่ 3 สัปดาห์ถึง 6 เดือน นี่จึงเป็นกรอบเวลาที่มีข้อมูล ส่วนการกินนานกว่านั้นยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่ชัดเจน ระดับในเลือดกลับสู่ค่าเดิมหลังหยุด 1 เดือน และงานทบทวนระบุว่าระยะเวลาที่เหมาะสมยังไม่มีงานวิจัยตอบ

🔬 งานวิจัยบอกว่า · ⚪ หลักฐานยังน้อย (เรื่องการกินระยะยาว)
Arjinpathana & Asawanonda (2012) ระบุว่ายังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยระยะยาว Sonthalia และคณะ (2016) ระบุว่าคำถามเรื่องระยะเวลาการใช้ยังไม่มีคำตอบ และเล่าถึงความเสี่ยงเชิงสมมติฐาน เช่น การกินสารจากภายนอกนาน ๆ อาจทำให้ร่างกายสร้างเองน้อยลง ซึ่งผู้เขียนระบุว่ายังไม่มีรายงานทางคลินิก ส่วน อย. ระบุว่าการกินติดต่อกันนาน ๆ อาจมีผลต่อการทำงานของไต

ถ้าคุณกินเพราะอยากดูเรื่องผิว สิ่งที่งานวิจัยวัดได้จริงและข้อจำกัดของแต่ละงาน เราสรุปไว้ใน กลูต้ากับผิว งานวิจัยบอกอะไร และความคาดหวังที่เหมาะสม

ถ้าจะกินยาวเกินช่วงนี้ คุยกับแพทย์หรือเภสัชกรก่อน และแจ้งเรื่องอาหารเสริมทุกครั้งที่ตรวจเลือด ผู้วิจัยของ Weschawalit เองก็เขียนว่าควรตรวจเลือดแม้จะกินผลิตภัณฑ์ที่ซื้อเองได้

8. เหมาะกับใคร / ไม่เหมาะกับใคร

วิธีกินในหน้านี้อาจเหมาะกับผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ตัดสินใจลองแล้ว และรับได้ว่าผลยังไม่แน่นอน ส่วนคนที่มีโรคไต โรคตับ ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ได้ยาคีโมหรือฉายรังสี รวมถึงเด็ก ควรคุยกับแพทย์ก่อน เพราะข้อมูลในกลุ่มเหล่านี้ยังน้อยหรือมีข้อกังวลเฉพาะ

อาจเหมาะกับ

  • ผู้ใหญ่สุขภาพดีที่อยากลองในขนาดที่งานวิจัยใช้ และรับได้ว่าผลอาจเล็กหรือไม่เห็นเลย
  • คนที่กินตามเวลาเดิมได้สม่ำเสมอ และอ่านฉลากครบ
  • คนที่ไม่ได้กินยาประจำ หรือถามเภสัชกรเรื่องยาที่กินอยู่แล้ว

ไม่เหมาะ หรือต้องปรึกษาแพทย์ก่อน

  • คนที่กำลังได้ยาคีโมหรือฉายรังสี
  • คนที่มีโรคไต หรือโรคตับ
  • หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และเด็ก
  • คนที่เป็นหอบหืด หรือมีแผลในกระเพาะอาหาร
  • คนที่กินยาหลายตัว

9. ข้อควรระวังก่อนกินกลูต้า

งานระยะสั้นในผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง แต่ข้อมูลระยะยาวยังไม่มี เรื่องที่ควรระวังคือไต ค่าตับ การกินระหว่างได้ยาคีโมหรือฉายรังสี และการกินในกลุ่มที่งานวิจัยยังไม่ได้ศึกษา ถ้ามีอาการผิดปกติหลังกิน ให้หยุดแล้วปรึกษาแพทย์

⚠️ ข้อควรระวัง

  • ไต: อย. ระบุว่าการกินติดต่อกันนาน ๆ อาจมีผลต่อการทำงานของไต และ Sonthalia (2016) ระบุว่ากลูต้าในเลือดถูกขับผ่านไตเป็นหลัก มีโรคไตควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ค่าตับ: งาน 12 สัปดาห์ของ Weschawalit (2017) พบผู้เข้าร่วม 2 รายมีค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้นชั่วคราว และกลับสู่ปกติในไม่กี่สัปดาห์
  • ยาคีโมและฉายรังสี: บอกทีมแพทย์ก่อนเริ่มเสมอ
  • หอบหืด: งานในผู้ป่วยหอบหืด 8 คน (Marrades et al., 1997) พบว่ากลูต้า 600 มก. แบบพ่นทำให้หลอดลมตีบ เป็นคนละรูปแบบกับแบบกิน และยังไม่มีข้อมูลแบบกิน ควรถามแพทย์ก่อน
  • แผลในกระเพาะอาหาร: Sonthalia (2016) กล่าวถึงความเสี่ยงที่แผลจากเชื้อ H. pylori อาจแย่ลง เป็นข้อกังวลจากกลไก ยังไม่ใช่ผลจากงานทดลองที่เราเปิดอ่าน ควรถามแพทย์ก่อน
  • ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และเด็ก: เราไม่พบงานทดลองในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร งานในเด็กที่เปิดอ่าน (Bozic et al., 2020) ทำเฉพาะเด็กอายุ 2-10 ปีที่เป็นโรคซิสติกไฟโบรซิส ไม่ควรเริ่มเอง
  • การฉีด: หน้านี้เขียนถึงแบบกินเท่านั้น อย. ระบุว่าการฉีดทางหลอดเลือดเสี่ยงอันตรายมาก และการฉีดเพื่อหวังผลด้านสีผิวยังไม่มีการรับรองความปลอดภัย พบการขายหรือให้บริการที่น่าสงสัย แจ้งสายด่วน อย. 1556

ผลข้างเคียงที่มีรายงานในงานวิจัย เช่น ผื่นคัน ท้องอืด หรืออาการอ่อนเพลีย และวิธีสังเกตอาการแพ้ อยู่ในบทความ กลูต้าอันตรายไหม ผลข้างเคียงและอาการแพ้ ใครควรระวัง

10. คำถามที่พบบ่อย

กลูต้ากินตอนไหนดีที่สุด?

ยังไม่มีงานวิจัยที่เทียบเวลากินโดยตรง จึงยังบอกไม่ได้ว่าเวลาไหนดีที่สุด งานทดลองใช้ทั้ง 15 นาทีก่อนอาหารเช้าและเย็น และวันละครั้งก่อนนอน ถ้าฉลากระบุเวลาไว้ให้ทำตามฉลาก ถ้าไม่ระบุ เลือกเวลาเดิมที่คุณกินได้ทุกวันโดยไม่ลืม

กลูต้ากินก่อนนอนดีกว่าตอนเช้าไหม?

ยังไม่มีหลักฐานว่าดีกว่า มีงานเรื่องผิวในผู้หญิงงานหนึ่งที่ให้กิน 250 มก. วันละครั้งก่อนนอน นาน 12 สัปดาห์ แต่เป็นการเทียบกับยาหลอก ไม่ได้เทียบกับการกินตอนเช้า ถ้ากินก่อนนอนแล้วไม่ลืม ก็ใช้เวลานี้ได้ตามความสะดวก

กลูต้าต้องกินตอนท้องว่างไหม?

เรายังไม่พบงานในคนที่เทียบการกินตอนท้องว่างกับกินพร้อมอาหารโดยตรง จึงยังไม่มีหลักฐานว่าต้องท้องว่าง งานหนึ่งให้กิน 15 นาทีก่อนอาหารนาน 4 สัปดาห์ และระดับกลูต้าไม่ต่างจากยาหลอก ถ้ากินแล้วไม่สบายท้อง ควรถามเภสัชกรเรื่องเวลากิน

กลูต้าห้ามกินกับอะไร?

ยังไม่พบรายการห้ามที่ยืนยันด้วยงานทดลองกับกลูต้าแบบกินโดยตรง แต่ถ้ากำลังได้ยาคีโมหรือฉายรังสี ต้องบอกทีมแพทย์ก่อน เพราะ NCI เตือนเรื่องอาหารเสริมต้านอนุมูลอิสระในช่วงนี้ ส่วนคนที่มียาประจำ ควรให้เภสัชกรดูรายการยาก่อนเริ่มกินทุกครั้ง

กลูต้ากินวันละกี่มิลลิกรัม?

ไม่พบค่าแนะนำต่อวันอย่างเป็นทางการ งานทดลองส่วนใหญ่ใช้ 250-1,000 มก./วัน และงานทบทวนระบุว่าขนาดยังไม่เป็นมาตรฐาน ทางที่ง่ายที่สุดคือกินตามขนาดบนฉลากผลิตภัณฑ์ที่มีเลข อย. รวมปริมาณจากทุกผลิตภัณฑ์ และไม่เพิ่มขนาดเอง

กลูต้ากับคอลลาเจนกินตอนไหน กินพร้อมกันได้ไหม?

เรายังไม่พบงานในคนที่ทดสอบเวลากินหรือการกินกลูต้าคู่กับคอลลาเจนโดยตรง จึงยังบอกไม่ได้ว่ากินพร้อมกันดีกว่าหรือมีปัญหา ถ้าเป็นสูตรรวมให้ทำตามฉลาก ถ้าแยกขวด ให้ดูปริมาณของแต่ละตัว และถามเภสัชกรถ้ามียาหรือโรคประจำตัว

กลูต้ากินทุกวันได้ไหม?

งานทดลองส่วนใหญ่ให้กินทุกวันนาน 3 สัปดาห์ถึง 6 เดือน และไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรงในระยะสั้น แต่ยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยระยะยาว และ อย. ระบุว่าการกินติดต่อกันนาน ๆ อาจมีผลต่อไต ถ้าจะกินยาว ควรคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

สรุป

กลูต้ากินตอนไหนดียังไม่มีงานวิจัยตอบตรง ๆ ให้เลือกเวลาที่กินได้ทุกวัน ทำตามฉลาก ใช้ขนาดในช่วงที่งานทดลองใช้ และรู้ไว้ว่าการดูดซึมยังเป็นข้อถกเถียง ถ้ามีโรคไต โรคตับ ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มียาประจำ หรือกำลังได้ยาคีโมหรือฉายรังสี คุยกับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนนะคะ

📚 แหล่งอ้างอิง

19 แหล่ง
  1. PubMed Central: Allen J, Bradley RD. Effects of oral glutathione supplementation on systemic oxidative stress biomarkers in human volunteers. J Altern Complement Med. 2011;17(9):827-33
  2. PubMed Central: Weschawalit S, et al. Glutathione and its antiaging and antimelanogenic effects. Clin Cosmet Investig Dermatol. 2017;10:147-153
  3. PubMed: Arjinpathana N, Asawanonda P. Glutathione as an oral whitening agent: a randomized, double-blind, placebo-controlled study. J Dermatolog Treat. 2012;23(2):97-102
  4. PubMed Central: Schmitt B, et al. Effects of N-acetylcysteine, oral glutathione (GSH) and a novel sublingual form of GSH on oxidative stress markers: A comparative crossover study. Redox Biol. 2015;6:198-205
  5. PubMed: Richie JP Jr, et al. Randomized controlled trial of oral glutathione supplementation on body stores of glutathione. Eur J Nutr. 2015;54(2):251-63
  6. PubMed Central: Sinha R, et al. Oral supplementation with liposomal glutathione elevates body stores of glutathione and markers of immune function. Eur J Clin Nutr. 2018;72(1):105-111
  7. PubMed Central: Honda Y, et al. Efficacy of glutathione for the treatment of nonalcoholic fatty liver disease: an open-label, single-arm, multicenter, pilot study. BMC Gastroenterol. 2017;17(1):96
  8. PubMed: Jung ES, et al. Formulation-dependent differences in systemic glutathione availability: Comparative pharmacokinetics of orally dissolving film and tablet formulations in healthy adults. Eur J Pharm Biopharm. 2026;226:115174
  9. PubMed: Park EY, et al. Increase in the protein-bound form of glutathione in human blood after the oral administration of glutathione. J Agric Food Chem. 2014;62(26):6183-9
  10. PubMed: Witschi A, et al. The systemic availability of oral glutathione. Eur J Clin Pharmacol. 1992;43(6):667-9
  11. PubMed: Dilokthornsakul W, et al. The clinical effect of glutathione on skin color and other related skin conditions: A systematic review. J Cosmet Dermatol. 2019;18(3):728-737
  12. IJDVL: Sonthalia S, et al. Glutathione as a skin whitening agent: Facts, myths, evidence and controversies. Indian J Dermatol Venereol Leprol. 2016;82(3):262-72
  13. PubMed: Johnston CS, et al. Vitamin C elevates red blood cell glutathione in healthy adults. Am J Clin Nutr. 1993;58(1):103-5
  14. PubMed Central: Limbrunner J, et al. The influence of antioxidant supplementation on adverse effects and tumor interaction during radiotherapy: a systematic review. Clin Exp Med. 2025;25(1):258
  15. National Cancer Institute: Cancer Therapy Interactions With Foods and Dietary Supplements (PDQ) Patient Version
  16. PubMed: Marrades RM, et al. Nebulized glutathione induces bronchoconstriction in patients with mild asthma. Am J Respir Crit Care Med. 1997;156(2 Pt 1):425-30
  17. PubMed: Bozic M, et al. Oral Glutathione and Growth in Cystic Fibrosis: A Multicenter, Randomized, Placebo-controlled, Double-blind Trial. J Pediatr Gastroenterol Nutr. 2020;71(6):771-777
  18. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.): เรื่องเข้าใจผิด ๆ ของ…กลูตาไธโอน (3 มี.ค. 2563)
  19. อย.: อย. ร่วมกับ สสจ.-สบส. ตรวจเข้มคลินิกทั่วประเทศ สกัดฟิลเลอร์-ยาเถื่อน (22 พ.ค. 2569)

ข้อมูลเพื่อความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ บทความนี้สรุปจากงานวิจัยและแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงด้านบน ไม่ได้ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการดูแลโดยแพทย์ ก่อนเริ่มกินอาหารเสริมใด ๆ โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัว กินยาอยู่ ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
เขียนโดย มายด์ · ทีม mywellthy · อัปเดตล่าสุด 4 พ.ย. 2569

โฆษณา
เวล — ผู้เขียน mywellthyนักเขียนสายสุขภาพของ mywellthy อ่านงานวิจัยแล้วสรุปเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย บอกตรง ๆ ว่าอะไรมีหลักฐานแค่ไหน และควรระวังอะไร (ไม่ใช่แพทย์หรือเภสัชกร)ข้อมูลนี้มีไว้เพื่อความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · บางลิงก์เป็นลิงก์ affiliate