
วิตามินซี (Vitamin C) คือวิตามินละลายน้ำที่ร่างกายคนสร้างเองไม่ได้ ต้องได้จากอาหาร ร่างกายใช้สร้างคอลลาเจน ช่วยภูมิคุ้มกัน และช่วยดูดซึมเหล็กจากพืช ผู้ใหญ่ต้องการราว 75–90 มก./วัน ส่วนการกินเสริม งานวิจัยบอกว่าอาจช่วยได้บางเรื่อง ไม่ใช่ทุกเรื่องที่โฆษณาไว้
ผมเลยรวบรวมงานวิจัยหลัก ๆ มาแยกให้ดูทีละเรื่อง ว่าตรงไหนหลักฐานค่อนข้างชัด ตรงไหนยังจำกัด และตรงไหนที่ต้องระวังจริงจัง
TL;DRสรุปสั้นๆ อ่าน 30 วิ
วิตามินซีจำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจน ภูมิคุ้มกัน และการดูดซึมธาตุเหล็ก คนส่วนใหญ่ได้พอจากผักผลไม้ ส่วนอาหารเสริมอาจช่วยในบางกลุ่ม เช่น คนสูบบุหรี่ หรือคนที่กินผักผลไม้น้อย แต่ไม่ใช่ยาวิเศษ
- ผู้ใหญ่ต้องการ 75–90 มก./วัน (ผู้หญิง 75 · ผู้ชาย 90) คนสูบบุหรี่ต้องการเพิ่มอีก 35 มก.
- ขีดสูงสุด (UL) ของผู้ใหญ่คือ 2,000 มก./วัน
- หวัด: กินประจำช่วยให้หายเร็วขึ้นเล็กน้อย (ผู้ใหญ่ราว 8%) แต่ไม่ได้ทำให้คนทั่วไปเป็นหวัดน้อยลง
- ส้ม 1 ผล + กีวี 1 ผล ให้วิตามินซีราว 134 มก. เกินความต้องการต่อวันแล้ว
- ผู้ชายที่ได้วิตามินซีรวมตั้งแต่ 1,000 มก./วัน มีความเสี่ยงนิ่วในไตสูงขึ้นในงานติดตามระยะยาว
ในบทความนี้
- วิตามินซีคืออะไร ทำหน้าที่อะไรในร่างกาย
- วิตามินซีช่วยอะไร: สรุปงานวิจัยทีละเรื่อง
- ร่างกายต้องการวิตามินซีวันละเท่าไหร่
- อาหารที่มีวิตามินซีสูง
- อาหารเสริมวิตามินซีมีกี่ฟอร์ม
- อาการขาดวิตามินซี และใครเสี่ยงได้รับไม่พอ
- ผลข้างเคียงและยาที่ไม่ควรกินพร้อมกัน
- เหมาะกับใคร / ไม่เหมาะกับใคร
- คำถามที่พบบ่อย
1. วิตามินซีคืออะไร ทำหน้าที่อะไรในร่างกาย
วิตามินซี หรือกรดแอล-แอสคอร์บิก (L-ascorbic acid) เป็นวิตามินละลายน้ำที่พบในผักผลไม้ คนต่างจากสัตว์ส่วนใหญ่ตรงที่สังเคราะห์วิตามินซีเองไม่ได้ จึงต้องได้จากอาหารทุกวัน หน้าที่หลักคือช่วยสร้างคอลลาเจน ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยภูมิคุ้มกัน
หน้าที่ที่ NIH Office of Dietary Supplements (NIH ODS) สรุปไว้ค่อนข้างชัด (🟢 หลักฐานค่อนข้างชัด) ได้แก่
- สร้างคอลลาเจน ร่วมกับการสร้างแอล-คาร์นิทีนและสารสื่อประสาทบางชนิด คอลลาเจนเป็นโครงสร้างหลักของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและสำคัญต่อการหายของแผล
- ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยนำวิตามินอีกลับมาใช้ใหม่ได้
- มีบทบาทในการทำงานของภูมิคุ้มกัน
- ช่วยดูดซึมธาตุเหล็กแบบนอนฮีม (nonheme iron) ซึ่งเป็นเหล็กรูปแบบที่อยู่ในพืช
ถ้าดูในระดับเซลล์ วิตามินซีเป็นตัวช่วย (cofactor) ของเอนไซม์ที่เติมหมู่ไฮดรอกซิลให้กรดอะมิโนโพรลีนและไลซีนในสายคอลลาเจน ขั้นตอนนี้ทำให้คอลลาเจนจับตัวกันแน่นและแข็งแรง ถ้าขาดวิตามินซีนาน ๆ คอลลาเจนที่ได้จะไม่เสถียร เนื้อเยื่อเกี่ยวพันก็อ่อนแอลง ซึ่งเป็นที่มาของโรคลักปิดลักเปิด (StatPearls, Biochemistry, Collagen Synthesis)

อีกเรื่องที่ควรรู้คือ ร่างกายคุมระดับวิตามินซีไว้ค่อนข้างแน่น NIH ODS ระบุว่าวิตามินซีขนาดสูงถูกดูดซึมได้ในสัดส่วนที่น้อยกว่าขนาดกลาง ๆ และส่วนเกินถูกขับออกทางปัสสาวะ “จำเป็นต่อร่างกาย” จึงไม่ได้แปลว่า “กินเพิ่มแล้วดีขึ้นเสมอ”
2. วิตามินซีช่วยอะไร: สรุปงานวิจัยทีละเรื่อง
วิตามินซีถูกพูดถึงในหลายเรื่อง แต่ระดับหลักฐานต่างกันมาก เรื่องที่หลักฐานค่อนข้างชัดคือการช่วยดูดซึมธาตุเหล็กและบทบาทในการสร้างคอลลาเจน เรื่องหวัดมีผลแค่เล็กน้อย ส่วนเรื่องโรคหัวใจและมะเร็ง งานทดลองส่วนใหญ่ไม่พบว่ากินเสริมแล้วช่วยลดความเสี่ยง สรุปเป็นตารางได้แบบนี้
| เรื่อง | งานวิจัยบอกว่า | ระดับหลักฐาน |
|---|---|---|
| หวัด (คนทั่วไป) | กินประจำไม่ได้ทำให้เป็นหวัดน้อยลง แต่ช่วยให้หายเร็วขึ้นเล็กน้อย (ผู้ใหญ่ราว 8% เด็กราว 14%) | 🟢 หลักฐานค่อนข้างชัด (ว่าผลเล็ก) |
| หวัด (คนออกแรงหนักมาก) | นักวิ่งมาราธอน นักสกี ทหาร เป็นหวัดน้อยลงราวครึ่งหนึ่ง | 🟡 หลักฐานจำกัด (5 งาน 598 คน) |
| การดูดซึมธาตุเหล็กจากพืช | ช่วยให้ดูดซึมเหล็กแบบนอนฮีมได้ดีขึ้น | 🟢 หลักฐานค่อนข้างชัด |
| ผิว (ผ่านการสร้างคอลลาเจน) | จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจน แต่ผลของการกินเสริมต่อผิวในคนยังมีข้อมูลน้อย | ⚪ หลักฐานยังน้อย |
| โรคหัวใจ / มะเร็ง | งานทดลองส่วนใหญ่ไม่พบว่ากินเสริมแล้วลดความเสี่ยง | ⚪ ไม่พบว่าช่วย |
| จอประสาทตาเสื่อม (AMD) | ในคนที่เป็นแล้ว สูตรต้านอนุมูลอิสระที่มีวิตามินซีสัมพันธ์กับโอกาสลุกลามที่ต่ำลง | 🟡 หลักฐานจำกัด |
ถ้าอยากเจาะลึกทีละเป้าหมาย ผมแยกไว้อีกหน้าที่ สรุปประโยชน์วิตามินซีตามเป้าหมาย ทั้งภูมิคุ้มกันและผิว

วิตามินซีกับหวัด
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟢 หลักฐานค่อนข้างชัด: Cochrane Review (Hemilä & Chalker, 2013) รวมงานทดลองแบบมีกลุ่มยาหลอก 29 การเปรียบเทียบ ผู้เข้าร่วม 11,306 คน พบว่าการกินวิตามินซีเป็นประจำ ไม่ได้ลดโอกาสเป็นหวัดในคนทั่วไป (RR 0.97) แต่ช่วยให้หวัดสั้นลงราว 8% ในผู้ใหญ่ และราว 14% ในเด็ก ส่วนการเริ่มกินหลังมีอาการแล้ว ไม่พบผลที่สม่ำเสมอต่อระยะเวลาหรือความรุนแรงของหวัด
ข้อยกเว้นที่น่าสนใจคือคนที่ร่างกายเจอความเครียดทางกายหนักมาก ในงาน 5 ชิ้น รวม 598 คน ที่เป็นนักวิ่งมาราธอน นักสกี และทหารที่ฝึกในเขตหนาวจัด การกินวิตามินซีประจำลดโอกาสเป็นหวัดลงราวครึ่งหนึ่ง (RR 0.48) แต่กลุ่มนี้ไม่ใช่ชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ (🟡 หลักฐานจำกัด)
ลองคิดเป็นวัน ถ้าหวัดของคุณปกติกินเวลา 7 วัน การลดลง 8% ก็เท่ากับหายเร็วขึ้นราวครึ่งวัน NIH ODS สรุปในทางเดียวกัน โดยระบุขนาดที่ศึกษาว่าอย่างน้อย 200 มก./วัน และย้ำว่าการรีบกินตอนเริ่มป่วยไม่ได้ช่วยให้หายเร็วขึ้น
วิตามินซีกับการดูดซึมธาตุเหล็ก
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟢 หลักฐานค่อนข้างชัด: NIH ODS ระบุว่าวิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กแบบนอนฮีม ซึ่งเป็นเหล็กที่อยู่ในผัก ถั่ว และธัญพืช
เรื่องนี้มีประโยชน์จริงกับคนที่กินมังสวิรัติหรือกินเนื้อสัตว์น้อย เพราะเหล็กจากพืชดูดซึมยากกว่าเหล็กจากเนื้อสัตว์ การกินผักใบเขียวคู่กับผลไม้ที่มีวิตามินซีในมื้อเดียวกันเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ไม่ต้องพึ่งอาหารเสริม แต่ในทางกลับกัน คนที่ร่างกายสะสมเหล็กเกินอยู่แล้วต้องระวัง (ดูหัวข้อ 7)
วิตามินซีกับผิว
🔬 งานวิจัยบอกว่า · ⚪ หลักฐานยังน้อย: บทความทบทวน “The Roles of Vitamin C in Skin Health” (Pullar et al., 2017) อธิบายว่าผิวปกติมีวิตามินซีสะสมในความเข้มข้นสูง และวิตามินซีช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนกับช่วยต้านความเสียหายจากรังสียูวี แต่ผู้เขียนก็ยอมรับว่าการขาดหลักฐานในคนยังจำกัดความเข้าใจของเราเรื่องประโยชน์ต่อผิว
กลไก (วิตามินซีจำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจน) ชัดเจนมาก แต่ “กินวิตามินซีเสริมแล้วผิวดีขึ้นในคนที่ได้รับพออยู่แล้ว” ยังไม่มีงานวิจัยในคนที่แน่นพอให้สรุปได้ ใครที่สนใจเรื่องคอลลาเจนโดยตรง ผมสรุปงานวิจัยไว้แยกในหน้า คอลลาเจน
วิตามินซีกับโรคหัวใจ มะเร็ง และดวงตา
🔬 งานวิจัยบอกว่า · ⚪ ไม่พบว่าช่วย (หัวใจ/มะเร็ง) · 🟡 หลักฐานจำกัด (AMD): NIH ODS สรุปว่างานทดลองแบบสุ่มส่วนใหญ่ไม่พบว่าการกินวิตามินซีเสริม ทั้งเดี่ยว ๆ หรือรวมกับสารอื่น ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็ง และไม่พบหลักฐานชัดว่าช่วยเรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือด ส่วนจอประสาทตาเสื่อมตามวัย (AMD) และต้อกระจก ข้อมูลยังไม่พบว่าช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรค แต่ในคนที่เป็น AMD อยู่แล้ว การกินสูตรต้านอนุมูลอิสระที่มีวิตามินซีเป็นส่วนผสม สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่โรคจะลุกลามเป็นระยะรุนแรงต่ำกว่า
พูดง่าย ๆ คือ งานสำรวจที่พบว่าคนกินผักผลไม้เยอะมีความเสี่ยงต่ำกว่า ยังแปลเป็น “กินวิตามินซีเม็ดแล้วได้ผลเหมือนกัน” ไม่ได้ ส่วนเรื่องตา สูตรในงานวิจัยเป็นสูตรรวมหลายตัวสำหรับคนที่แพทย์วินิจฉัยแล้ว ไม่ใช่เหตุผลให้ซื้อวิตามินซีมากินเอง
3. ร่างกายต้องการวิตามินซีวันละเท่าไหร่
ผู้ใหญ่ผู้ชายต้องการวิตามินซี 90 มก./วัน และผู้หญิง 75 มก./วัน ตามค่า RDA ของสหรัฐฯ ที่ NIH ODS ใช้ คนตั้งครรภ์ต้องการ 85 มก. ให้นมบุตร 120 มก. และคนสูบบุหรี่ต้องการเพิ่มอีก 35 มก./วัน ส่วนขีดสูงสุดที่ไม่ควรเกิน (UL) ของผู้ใหญ่อยู่ที่ 2,000 มก./วัน
| อายุ | ผู้ชาย | ผู้หญิง | ตั้งครรภ์ | ให้นมบุตร | ขีดสูงสุด (UL) |
|---|---|---|---|---|---|
| 1–3 ปี | 15 มก. | 15 มก. | – | – | 400 มก. |
| 4–8 ปี | 25 มก. | 25 มก. | – | – | 650 มก. |
| 9–13 ปี | 45 มก. | 45 มก. | – | – | 1,200 มก. |
| 14–18 ปี | 75 มก. | 65 มก. | 80 มก. | 115 มก. | 1,800 มก. |
| 19 ปีขึ้นไป | 90 มก. | 75 มก. | 85 มก. | 120 มก. | 2,000 มก. |
ที่มา: NIH Office of Dietary Supplements (อิงค่า Food and Nutrition Board, 2000) · คนสูบบุหรี่ +35 มก./วัน · ทารกควรได้วิตามินซีจากนมแม่/นมผงและอาหารเท่านั้น · หมายเหตุทีม: ยังยืนยันค่า DRI ของไทย (กรมอนามัย 2563) จากเอกสารต้นฉบับไม่ได้ จึงใช้ค่า NIH ไปก่อน

ฝั่งซ้ายของตารางคือ “ปริมาณที่พอ” ฝั่งขวาคือ “เพดาน” ช่องว่างระหว่าง 90 กับ 2,000 มก. ทำให้หลายคนคิดว่ากินเท่าไหร่ก็ได้ แต่วิตามินซีส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมจะค้างในลำไส้และเป็นสาเหตุของท้องเสีย (หัวข้อ 7)
คำถามยอดฮิตอย่าง “เม็ด 1,000 มก. กินวันละกี่เม็ด” หรือ “กินตอนไหนดี” ผมแยกไว้ในหน้า วิตามินซีกินตอนไหน กินอย่างไรให้เหมาะ และข้อควรระวัง เพราะมีรายละเอียดเรื่องยาที่ต้องเว้นระยะด้วย
4. อาหารที่มีวิตามินซีสูง
แหล่งวิตามินซีหลักคือผักผลไม้ โดยเฉพาะพริกหวาน ส้ม กีวี บร็อกโคลี และสตรอว์เบอร์รี NIH ODS ระบุว่าการกินผักผลไม้หลากหลาย 5 ส่วนต่อวันให้วิตามินซีได้มากกว่า 200 มก. ซึ่งมากกว่าความต้องการของผู้ใหญ่กว่าสองเท่า
| อาหาร | ปริมาณ | วิตามินซี (โดยประมาณ) |
|---|---|---|
| พริกหวานแดง (ดิบ) | ½ ถ้วย | 95 มก. |
| น้ำส้ม | ¾ ถ้วย | 93 มก. |
| ส้ม | 1 ผลกลาง | 70 มก. |
| กีวี | 1 ผลกลาง | 64 มก. |
| พริกหวานเขียว (ดิบ) | ½ ถ้วย | 60 มก. |
| บร็อกโคลี (สุก) | ½ ถ้วย | 51 มก. |
| สตรอว์เบอร์รี (หั่น) | ½ ถ้วย | 49 มก. |
| เกรปฟรุต | ½ ผล | 39 มก. |
| น้ำมะเขือเทศ | ¾ ถ้วย | 33 มก. |
| กะหล่ำปลี (สุก) | ½ ถ้วย | 28 มก. |
| มันฝรั่งอบ / มะเขือเทศดิบ | 1 หัว / 1 ผลกลาง | 17 มก. |
ที่มา: ตารางอาหารของ NIH ODS (อิง USDA FoodData Central) · ค่าจริงต่างไปตามพันธุ์ ความสด และวิธีปรุง

ตัวอย่างง่าย ๆ คือ ส้ม 1 ผล (70 มก.) บวกกีวี 1 ผล (64 มก.) ได้ราว 134 มก. เกินความต้องการของผู้ใหญ่ทั้งชายและหญิงแล้ว สอดคล้องกับข้อมูลของ NIH ODS ที่ว่าคนส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ได้วิตามินซีเพียงพอ
ข้อควรรู้คือ วิตามินซีละลายน้ำและไม่ทนความร้อน การต้มนาน ๆ หรือเก็บไว้นานทำให้ปริมาณลดลง NIH ODS แนะว่าการนึ่งหรือเข้าไมโครเวฟอาจลดการสูญเสียได้ และโชคดีที่แหล่งวิตามินซีที่ดีหลายอย่างเป็นผลไม้ที่เรากินสด ๆ อยู่แล้ว
5. อาหารเสริมวิตามินซีมีกี่ฟอร์ม
ฟอร์มที่พบบ่อยที่สุดในอาหารเสริมคือกรดแอสคอร์บิก (ascorbic acid) ซึ่ง NIH ODS ระบุว่าดูดซึมได้เทียบเท่าวิตามินซีจากอาหารอย่างน้ำส้มและบร็อกโคลี ฟอร์มอื่นได้แก่ โซเดียมหรือแคลเซียมแอสคอร์เบต สูตร Ester-C และสูตรผสมไบโอฟลาโวนอยด์ ซึ่งงานเปรียบเทียบในคนยังมีไม่มาก
| ฟอร์ม | จุดที่พูดถึงบ่อย | งานวิจัยบอกว่า |
|---|---|---|
| กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic acid) | ราคาไม่แพง หาง่ายที่สุด | ดูดซึมเทียบเท่าวิตามินซีในอาหาร (NIH ODS) |
| เกลือแอสคอร์เบต (Sodium / Calcium ascorbate) | หลายคนบอกว่าเปรี้ยวน้อยกว่า | NIH ODS จัดเป็นอีกฟอร์มหนึ่ง แต่ไม่ได้ระบุว่าดูดซึมดีกว่า |
| Ester-C (แคลเซียมแอสคอร์เบต + สารเมตาบอไลต์) | ขายว่าอยู่ในเซลล์ได้นาน | งานหนึ่งพบระดับในเลือดเท่ากรดแอสคอร์บิก แต่ในเม็ดเลือดขาวสูงกว่า อีกงานไม่พบความต่าง |
| แอสคอร์บิก + ไบโอฟลาโวนอยด์ | ขายว่าเสริมฤทธิ์กัน | งานที่ NIH ODS อ้างไม่พบความต่างของระดับในเลือด |
| Liposomal | ขายว่าดูดซึมดีกว่า | NIH ODS ไม่ได้กล่าวถึง · ยังไม่มีข้อสรุปในบทความนี้ |
สรุปง่าย ๆ คือ ฟอร์มพื้นฐานอย่างกรดแอสคอร์บิกดูดซึมได้ดีอยู่แล้ว ฟอร์มที่ราคาสูงกว่ายังไม่มีหลักฐานแน่นพอว่าคุ้มกว่า รายละเอียดเรื่องฟอร์ม ขนาดเม็ด และการอ่านฉลาก ผมเขียนแยกไว้ใน วิธีเลือกวิตามินซี: ชนิด ขนาด และการอ่านฉลาก

เรื่องขนาดเม็ด ผู้ใหญ่ต้องการ 75–90 มก. ต่อวัน แต่เม็ดในตลาดมักเป็น 500 หรือ 1,000 มก. และร่างกายดูดซึมขนาดสูงได้ในสัดส่วนที่น้อยลง เม็ดใหญ่จึงไม่ได้แปลว่าได้ประโยชน์มากขึ้นตามไปด้วย และอย่าลืมนับวิตามินซีจากวิตามินรวมหรือเครื่องดื่มที่กินอยู่ด้วย
เวลาเลือกซื้อ ให้ดูปริมาณวิตามินซีต่อหน่วยบริโภคบนฉลาก ส่วนผสมอื่นที่อาจไม่จำเป็น เช่น น้ำตาลในเม็ดฟู่หรือเม็ดอม และเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) ใครที่กำลังเทียบรุ่นยอดนิยมของแต่ละแบรนด์ ผมรวบรวมไว้ในหน้า เทียบวิตามินซี Blackmores กับ DHC, Dr.PONG และ VISTRA แต่ละรุ่น และถ้าอยากรู้ว่าตัวที่หาซื้อง่ายใกล้บ้านต่างกันอย่างไร ดูได้ที่ วิตามินซีที่มีขายในเซเว่น เทียบกันแบบเข้าใจง่าย
6. อาการขาดวิตามินซี และใครเสี่ยงได้รับไม่พอ
การขาดวิตามินซีรุนแรงจนเป็นโรคลักปิดลักเปิด (scurvy) พบได้น้อยในปัจจุบัน NIH ODS ระบุว่าอาการเริ่มปรากฏได้ภายในราว 1 เดือน ถ้าได้วิตามินซีน้อยกว่าประมาณ 10 มก./วัน เพราะการสร้างคอลลาเจนบกพร่องจนเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอ่อนแอ
อาการที่ NIH ODS ระบุ ได้แก่ อ่อนเพลีย มีจุดเลือดออกหรือจ้ำเลือดใต้ผิวหนัง ปวดข้อ แผลหายช้า ผิวหนาตัว (hyperkeratosis) และขนบิดเป็นเกลียว ถ้าปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลอาจรุนแรงถึงชีวิต
ที่พบบ่อยกว่าคือภาวะ “ได้ไม่ถึงเกณฑ์” คือได้ต่ำกว่า RDA แต่ยังมากกว่า 10 มก./วัน กลุ่มที่ NIH ODS ระบุว่าเสี่ยงกว่าคนทั่วไป ได้แก่
- คนสูบบุหรี่ และคนที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง คนสูบบุหรี่มีระดับวิตามินซีในเลือดต่ำกว่า ส่วนหนึ่งเพราะภาวะออกซิเดชันสูงขึ้น
- ทารกที่ได้นมข้นจืดหรือนมต้ม แทนนมแม่หรือนมผงสำหรับทารก
- คนที่กินอาหารซ้ำ ๆ ไม่หลากหลาย เช่น กินผักผลไม้น้อยมาก
- คนที่มีภาวะดูดซึมอาหารผิดปกติรุนแรง และโรคเรื้อรังบางชนิด รวมถึงผู้ป่วยมะเร็งบางกลุ่ม
ถ้าสงสัยว่าตัวเองขาด อย่าเดาจากอาการเอง เพราะอาการเหล่านี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ ควรให้แพทย์ประเมินและตรวจเพิ่มเติม

7. ผลข้างเคียงและยาที่ไม่ควรกินพร้อมกัน
โดยรวมวิตามินซีมีพิษต่ำ ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดของการกินขนาดสูงคือ ท้องเสีย คลื่นไส้ และปวดเกร็งท้อง เพราะวิตามินซีที่ไม่ถูกดูดซึมดึงน้ำเข้าลำไส้ เรื่องที่ต้องระวังจริงจังคือนิ่วในไตในบางกลุ่ม ภาวะเหล็กเกิน และการกินร่วมกับยาบางชนิด
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด (งานติดตาม ไม่ใช่งานทดลอง): Ferraro และคณะ (2016) ติดตามผู้หญิง 156,735 คนและผู้ชาย 40,536 คน นานราว 11 ปี พบนิ่วในไต 6,245 ราย ผู้ชายที่ได้วิตามินซีรวมตั้งแต่ 1,000 มก./วันขึ้นไป มีความเสี่ยงนิ่วสูงกว่ากลุ่มที่ได้น้อยกว่า 90 มก./วัน ราว 43% (HR 1.43) และเมื่อดูเฉพาะจากอาหารเสริมตั้งแต่ 1,000 มก./วัน สูงกว่าราว 19% (HR 1.19) ส่วนในผู้หญิงไม่พบความสัมพันธ์
NIH ODS เสริมว่า วิตามินซีขนาดสูงอาจเพิ่มการขับออกซาเลตทางปัสสาวะ หลักฐานที่ชัดที่สุดว่าวิตามินซีเกี่ยวกับนิ่วอยู่ในคนที่มีภาวะออกซาเลตในปัสสาวะสูงอยู่ก่อน ส่วนในคนสุขภาพดีทั่วไปยังไม่ถือว่าเป็นความเสี่ยงหลัก

⚠️ ข้อควรระวัง
ท้องเสีย คลื่นไส้ ปวดท้อง: มักเกิดเมื่อกินขนาดสูง ถ้าเป็นบ่อยอาจเป็นสัญญาณว่าได้มากเกินไป
เคยเป็นนิ่วในไต มีโรคไต หรือมีภาวะออกซาเลตในปัสสาวะสูง: ปรึกษาแพทย์ก่อนกินขนาดสูง (ข้อมูลข้างบนพบความเสี่ยงสูงขึ้นในผู้ชายที่ได้ตั้งแต่ 1,000 มก./วัน)
ภาวะเหล็กเกินทางพันธุกรรม (ฮีโมโครมาโทซิส): NIH ODS ระบุว่าวิตามินซีขนาดสูงต่อเนื่องอาจทำให้ภาวะเหล็กเกินแย่ลง เพราะช่วยเพิ่มการดูดซึมเหล็ก ควรถามแพทย์ที่ดูแลก่อน
กำลังได้ยาคีโมหรือฉายรังสี: การใช้สารต้านอนุมูลอิสระระหว่างนี้ยังเป็นที่ถกเถียง บางข้อมูลชี้ว่าอาจลดฤทธิ์ของยาหรือรังสีต่อเซลล์มะเร็ง ห้ามเริ่มกินเองโดยไม่บอกทีมแพทย์
ยาลดไขมันกลุ่มสแตตินคู่กับไนอาซิน: NIH ODS ระบุว่าวิตามินซีร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระอื่นอาจลดการเพิ่มของ HDL จากการใช้ยาคู่นี้ ปรึกษาแพทย์ก่อน
ผลอื่นที่มีรายงานเมื่อกินขนาดสูง: ระดับวิตามินบี 12 และทองแดงลดลง เคลือบฟันสึกกร่อน และอาการแพ้
ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีโรคประจำตัว: ได้จากอาหารตามปกติไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะกินเสริมควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และไม่เกินขีดสูงสุดตามตารางหัวข้อ 3
เด็ก: ขีดสูงสุดต่ำกว่าผู้ใหญ่มาก (เช่น 400 มก. ในเด็ก 1–3 ปี) อย่าแบ่งเม็ดผู้ใหญ่ให้เด็กเอง
ถ้ากินยาประจำอยู่ วิธีง่าย ๆ คือถือขวดอาหารเสริมไปถามเภสัชกรตอนรับยา จะได้เช็กทั้งชนิดและเวลากินในครั้งเดียว
8. เหมาะกับใคร / ไม่เหมาะกับใคร
วิตามินซีเสริมมีเหตุผลที่สุดในคนที่ได้จากอาหารไม่พอหรือต้องการมากกว่าปกติ เช่น คนสูบบุหรี่และคนที่กินผักผลไม้น้อย ส่วนคนที่มีโรคไต ภาวะเหล็กเกิน หรือกำลังได้ยาบางกลุ่ม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินขนาดสูง
อาจเหมาะกับ
- คนที่กินผักผลไม้น้อย และยังปรับอาหารได้ยาก
- คนสูบบุหรี่ หรือได้รับควันบุหรี่เป็นประจำ (ซึ่งต้องการวิตามินซีมากกว่าคนทั่วไป 35 มก./วัน)
- คนที่ออกแรงหนักมากเป็นช่วง ๆ เช่น นักวิ่งระยะไกล ซึ่งมีงานวิจัยว่าเป็นหวัดน้อยลง
- คนที่กินมังสวิรัติและอยากช่วยการดูดซึมเหล็กจากพืช (เริ่มจากอาหารก่อนได้)
- กลุ่มเสี่ยงได้รับไม่พอตามหัวข้อ 6 หลังคุยกับแพทย์
ไม่เหมาะ หรือต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
- คนที่เคยเป็นนิ่วในไต มีโรคไต หรือมีภาวะออกซาเลตในปัสสาวะสูง
- คนที่มีภาวะเหล็กเกิน เช่น ฮีโมโครมาโทซิส
- คนที่กำลังได้ยาคีโม ฉายรังสี หรือใช้ยาสแตตินคู่ไนอาซิน
- หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และเด็ก (ถ้าจะใช้แบบเสริม)
- คนที่หวังให้วิตามินซีแทนยาที่แพทย์สั่ง หรือหวังว่าจะไม่เป็นหวัดเลย
9. คำถามที่พบบ่อย
วิตามินซีจำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจน การทำงานของภูมิคุ้มกัน และช่วยดูดซึมธาตุเหล็กจากพืช ส่วนการกินเสริม งานวิจัยบอกว่าช่วยให้หวัดหายเร็วขึ้นเล็กน้อยเมื่อกินประจำ แต่ไม่ได้ทำให้คนทั่วไปเป็นหวัดน้อยลง และงานทดลองส่วนใหญ่ไม่พบว่าช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจหรือมะเร็ง
แหล่งข้อมูลที่ผมสรุปไว้ไม่ได้กำหนดเวลากินแบบตายตัว สิ่งที่สำคัญกว่าคือขนาดต่อครั้ง เพราะร่างกายดูดซึมขนาดสูงได้น้อยลงและอาจทำให้ท้องเสีย หลายคนเลือกกินพร้อมอาหารเพื่อลดอาการไม่สบายท้อง ถ้ากินยาประจำ ควรถามเภสัชกรเรื่องเวลา
ผู้ใหญ่ต้องการวิตามินซีเพียง 75–90 มก./วัน และขีดสูงสุดคือ 2,000 มก./วัน เม็ด 1,000 มก. หนึ่งเม็ดจึงเกินความต้องการหลายเท่าแล้ว งานติดตามระยะยาวยังพบว่าผู้ชายที่ได้ตั้งแต่ 1,000 มก./วันเสี่ยงนิ่วในไตสูงขึ้น ถ้ามีโรคไตหรือเคยเป็นนิ่ว ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
มีได้ ที่พบบ่อยคือท้องเสีย คลื่นไส้ และปวดท้อง ผู้ชายที่ได้ตั้งแต่ 1,000 มก./วันพบความเสี่ยงนิ่วในไตสูงขึ้น คนที่มีภาวะเหล็กเกินอาจสะสมเหล็กมากขึ้น และอาจรบกวนยาบางกลุ่ม ผู้ใหญ่จึงไม่ควรเกิน 2,000 มก./วัน และควรถามเภสัชกรถ้ากินยาประจำ
ไม่จริงสำหรับคนทั่วไป Cochrane Review ปี 2013 รวมผู้เข้าร่วมกว่า 11,000 คน พบว่าการกินประจำไม่ได้ลดโอกาสเป็นหวัด แต่ช่วยให้หวัดสั้นลงราว 8% ในผู้ใหญ่ ข้อยกเว้นคือคนที่ออกแรงหนักมาก เช่น นักวิ่งมาราธอนและทหารในเขตหนาว ซึ่งเป็นหวัดน้อยลงราวครึ่งหนึ่ง
เด็กต้องการวิตามินซีน้อยกว่าผู้ใหญ่มาก เช่น เด็ก 4–8 ปีต้องการ 25 มก./วัน และขีดสูงสุดอยู่ที่ 650 มก./วัน ส้มหนึ่งผล (ราว 70 มก.) ก็เกินความต้องการของเด็กวัยนี้แล้ว ถ้าจะให้อาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเรื่องขนาด และไม่แบ่งเม็ดผู้ใหญ่ให้เด็กกินเอง
NIH ODS ระบุว่าต้องระวังเมื่อได้ยาคีโมหรือฉายรังสี เพราะสารต้านอนุมูลอิสระอาจรบกวนฤทธิ์ และเมื่อใช้ยาสแตตินคู่ไนอาซิน เพราะอาจลดผลต่อไขมันดี HDL คนที่มีภาวะเหล็กเกินก็ควรเลี่ยงขนาดสูง ถ้ากินยาประจำ ถามเภสัชกรก่อนเสมอ
สรุป
วิตามินซีเป็นวิตามินที่ร่างกายขาดไม่ได้ แต่คนส่วนใหญ่ได้พอจากผักผลไม้ไม่กี่ส่วนต่อวัน การกินเสริมมีเหตุผลในบางกลุ่ม เช่น คนสูบบุหรี่ คนที่กินผักผลไม้น้อย หรือคนที่ออกแรงหนักมาก ส่วนความเชื่อว่าวิตามินซีเม็ดใหญ่ ๆ จะทำให้ไม่เป็นหวัดหรือลดความเสี่ยงโรคร้าย งานวิจัยยังไม่สนับสนุน และขนาดสูงมีข้อควรระวังที่ต้องรู้
ถ้าตัดสินใจแล้วว่าอยากลองกินเสริม เลือกขนาดที่ใกล้ความต้องการจริง ดูฉลากและเลข อย. และเช็กกับเภสัชกรถ้ากินยาประจำอยู่
📚 แหล่งอ้างอิง
- NIH Office of Dietary Supplements: Vitamin C: Fact Sheet for Health Professionals (updated July 31, 2025)
- Hemilä H, Chalker E. Vitamin C for preventing and treating the common cold. Cochrane Database Syst Rev. 2013: PubMed
- Ferraro PM, et al. Total, Dietary, and Supplemental Vitamin C Intake and Risk of Incident Kidney Stones. Am J Kidney Dis. 2016;67(3):400-7: PubMed
- Pullar JM, Carr AC, Vissers MCM. The Roles of Vitamin C in Skin Health. Nutrients. 2017;9(8):866: PubMed
- StatPearls: Biochemistry, Collagen Synthesis (NCBI Bookshelf)
ข้อมูลเพื่อความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ บทความนี้สรุปจากงานวิจัยและแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงด้านบน ไม่ได้ใช้แทนคำวินิจฉัยของแพทย์ ก่อนเริ่มกินอาหารเสริมใด ๆ โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัว กินยาอยู่ ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร · เขียนโดย เวล · ทีม mywellthy · อัปเดตล่าสุด 2026-11-03


