
กลูต้าไธโอน (Glutathione หรือ GSH) คือสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างเองได้จากกรดอะมิโนสามตัว และพบในเซลล์แทบทุกชนิด การกินเสริม งานวิจัยบางชิ้นพบว่าเพิ่มระดับในเลือดและอาจมีผลต่อสีผิวเล็กน้อย แต่ผลยังไม่สม่ำเสมอ ส่วนการฉีดเพื่อผิวขาว อย. ยังไม่รับรองความปลอดภัย
ผมเลยรวบรวมงานวิจัยและคำเตือนของ อย. มาแยกให้ดูทีละเรื่อง ว่าอะไรมีหลักฐาน อะไรยังไม่ชัด และอะไรที่ต้องระวังจริงจัง
TL;DRสรุปสั้นๆ อ่าน 30 วิ
กลูต้าไธโอนเป็นสารที่ร่างกายสร้างเองและสำคัญต่อระบบต้านอนุมูลอิสระ การกินเสริมยังมีข้อถกเถียงเรื่องการดูดซึม งานวิจัยเรื่องสีผิวมีน้อยและขนาดเล็ก ส่วนการฉีดเพื่อผิวขาว อย. ยังไม่รับรองความปลอดภัย และกลูต้าชนิดฉีดไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นยาสำหรับข้อบ่งใช้นี้
- งานทดลอง 6 เดือนพบว่ากิน 250–1,000 มก./วัน เพิ่มระดับกลูต้าในเลือดได้ แต่อีกงาน 4 สัปดาห์ไม่พบการเปลี่ยนแปลง
- งานในนักศึกษาแพทย์ไทย 60 คน (500 มก./วัน 4 สัปดาห์) พบค่าเม็ดสีลดลงต่างจากยาหลอกเพียง 2 จาก 6 จุดที่วัด
- งานทบทวนปี 2019 สรุปว่าหลักฐานเรื่องสีผิวยังไม่ชัดเจน
- กลูต้าไม่มีค่าปริมาณแนะนำต่อวัน งานวิจัยใช้ 250–1,000 มก./วัน
- อย. ระบุว่าการฉีดเพื่อผิวขาวยังไม่มีการรับรองความปลอดภัย
ในบทความนี้
- กลูต้าไธโอนคืออะไร ทำหน้าที่อะไรในร่างกาย
- กลูต้าช่วยอะไร: สรุปงานวิจัยทีละเรื่อง
- กลูต้ากินวันละเท่าไหร่ ตามที่งานวิจัยใช้
- ร่างกายได้กลูต้าไธโอนจากไหน
- อาหารเสริมกลูต้ามีกี่ฟอร์ม
- กลูต้ากิน vs ฉีด: ความปลอดภัยและคำเตือนของ อย.
- ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง
- เหมาะกับใคร / ไม่เหมาะกับใคร
- คำถามที่พบบ่อย
1. กลูต้าไธโอนคืออะไร ทำหน้าที่อะไรในร่างกาย
กลูต้าไธโอนเป็นเปปไทด์สายสั้นที่ประกอบจากกรดอะมิโนสามตัว คือ ซิสเทอีน ไกลซีน และกรดกลูตามิก ร่างกายสร้างเองได้ในเซลล์ และพบในเนื้อเยื่อแทบทุกชนิด หน้าที่หลักคือช่วยต้านภาวะออกซิเดชันและช่วยกระบวนการกำจัดสารแปลกปลอม
หน้าที่ที่งานทบทวนด้านชีวเคมีสรุปไว้ค่อนข้างชัด (🟢 หลักฐานค่อนข้างชัด) ได้แก่
- ปกป้องเซลล์จากภาวะออกซิเดชัน โดยเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหลักที่ร่างกายสร้างเอง
- ช่วยกระบวนการจัดการสารแปลกปลอม (xenobiotics) เช่น สารเคมีและยาบางชนิดในตับ
- เกี่ยวข้องกับการทำงานของภูมิคุ้มกัน และการควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์
- ช่วยนำวิตามินซีและวิตามินอีกลับมาใช้ใหม่ (Pizzorno, 2014)
ที่มา: Lu (2013) “Glutathione synthesis” ใน Biochimica et Biophysica Acta และบทความ “Glutathione!” ของ Pizzorno (2014) ซึ่งระบุว่าในเซลล์ส่วนใหญ่มีกลูต้าไธโอนเข้มข้นราว 5 มิลลิโมลาร์

จุดที่ทำให้กลูต้าต่างจากวิตามินคือ ร่างกายสร้างเองได้ โดยมีกรดอะมิโนซิสเทอีนเป็นตัวกำหนดว่าจะสร้างได้มากแค่ไหน (Lu, 2013) ซึ่งผมจะพูดต่อในหัวข้อ 4
ส่วนเรื่องผิว งานทบทวนของ Sonthalia และคณะ (2016) อธิบายว่ากลูต้าไธโอนอาจลดการสร้างเม็ดสีผ่านการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส และเปลี่ยนการสร้างเม็ดสีจากยูเมลานิน (สีเข้ม) ไปเป็นฟีโอเมลานิน (สีอ่อน) แต่กลไกในห้องแล็บกับผลในคนเป็นคนละเรื่องกัน ต้องดูงานทดลองในหัวข้อถัดไป
2. กลูต้าช่วยอะไร: สรุปงานวิจัยทีละเรื่อง
งานวิจัยในคนเรื่องกลูต้ามีน้อยและส่วนใหญ่ขนาดเล็ก เรื่องที่ศึกษามากที่สุดคือการกินแล้วเพิ่มระดับกลูต้าในร่างกายได้ไหม ซึ่งผลยังขัดกัน และเรื่องสีผิว ซึ่งงานทบทวนสรุปว่ายังไม่ชัดเจน ส่วนเรื่องภูมิคุ้มกันมีแค่ผลจากตัวชี้วัดในเลือด
| เรื่อง | งานวิจัยบอกว่า | ระดับหลักฐาน |
|---|---|---|
| ระดับกลูต้าในร่างกายหลังกิน | งาน 6 เดือนพบว่าเพิ่มขึ้น แต่งาน 4 สัปดาห์ไม่พบการเปลี่ยนแปลง | 🟡 หลักฐานจำกัด (ผลขัดกัน) |
| สีผิว / ค่าเม็ดสี | งานทดลองเล็ก ๆ พบค่าเม็ดสีลดลงบางจุด งานทบทวนสรุปว่ายังไม่ชัดเจน | 🟡 หลักฐานจำกัด |
| ริ้วรอย / ความยืดหยุ่นของผิว | มีแนวโน้มดีขึ้นในบางจุดที่วัด | ⚪ หลักฐานยังน้อย |
| ตัวชี้วัดภูมิคุ้มกันในเลือด | เซลล์ NK ทำงานมากขึ้นในงานขนาดเล็ก ยังไม่มีผลทางสุขภาพจริง | ⚪ หลักฐานยังน้อย |
ถ้าสนใจเรื่องผิวโดยเฉพาะ ผมแยกไว้อีกหน้าที่ กลูต้ากับผิว: งานวิจัยบอกอะไร และควรคาดหวังแค่ไหน
กินกลูต้าแล้วระดับในร่างกายเพิ่มขึ้นไหม
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด (ผลขัดกัน): งานทดลองแบบสุ่มของ Richie และคณะ (2015) ในผู้ใหญ่ไม่สูบบุหรี่ 54 คน ให้กินกลูต้า 250 หรือ 1,000 มก./วัน นาน 6 เดือน พบว่าระดับกลูต้าในเลือดเพิ่มขึ้นทั้งสองขนาด กลุ่มขนาดสูงเพิ่มราว 30–35% ในเม็ดเลือดแดง พลาสมา และเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ และระดับกลับสู่ค่าเดิมหลังหยุดกิน 1 เดือน ในทางกลับกัน งานของ Allen & Bradley (2011) ในผู้ใหญ่ 40 คน ที่กิน 500 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงทั้งตัวชี้วัดภาวะออกซิเดชันและระดับกลูต้าในเม็ดเลือดแดง
ผลสองงานนี้ต่างกันทั้งระยะเวลาและวิธีวัด จึงยังสรุปแบบฟันธงไม่ได้ อย. เองมีจุดยืนว่ากลูต้าที่กินถูกทำลายในทางเดินอาหารได้และดูดซึมได้น้อยมาก ส่วนบทความของ Pizzorno (2014) ก็ระบุว่าการกินกลูต้าแบบธรรมดายังเป็นเรื่องถกเถียง สิ่งที่พูดได้ตรง ๆ คือ “กินแล้วไม่ดูดซึมเลย” และ “กินแล้วเข้าเซลล์เต็มที่” ต่างก็พูดเกินหลักฐานทั้งคู่
กลูต้ากับสีผิว
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด: งานทดลองแบบสุ่มที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ (Arjinpathana & Asawanonda, 2012) ให้นักศึกษาแพทย์ 60 คน กินกลูต้า 500 มก./วัน นาน 4 สัปดาห์ ค่าเม็ดสี (melanin index) ลดลงทั้ง 6 จุดที่วัด แต่ลดลงมากกว่ายาหลอกอย่างมีนัยสำคัญแค่ 2 จุด คือใบหน้าด้านขวาและแขนซ้ายส่วนที่โดนแดด ผู้วิจัยระบุว่ายังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยระยะยาว
งานต่อมาที่มีผู้วิจัยร่วมคนเดิม (Weschawalit et al., 2017) ให้ผู้หญิงสุขภาพดีกินกลูต้าแบบรีดิวซ์ (GSH) 250 มก./วัน หรือแบบออกซิไดซ์ (GSSG) 250 มก./วัน นาน 12 สัปดาห์ พบว่าค่าเม็ดสีและจุดด่างจากแดด “มีแนวโน้ม” ต่ำกว่ายาหลอก กลุ่ม GSH มีริ้วรอยลดลงในบางจุดที่วัด และไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด: งานทบทวนอย่างเป็นระบบของ Dilokthornsakul และคณะ (2019) รวมได้เพียง 4 งาน (งานทดลองแบบมียาหลอก 3 งาน) พบว่ากลูต้าแบบกิน 500 มก./วัน และแบบทาอาจทำให้ผิวบริเวณที่โดนแดดสว่างขึ้น แต่ไม่พบความต่างในผิวบริเวณที่ไม่โดนแดด ผู้วิจัยสรุปว่าหลักฐานเรื่องผิวขาวของกลูต้า “ยังไม่ชัดเจน” เพราะคุณภาพงานและผลที่ไม่สม่ำเสมอ

ผลที่เห็นในงานวิจัยเป็นการเปลี่ยนค่าที่วัดด้วยเครื่องมือในบางจุด ไม่ใช่การเปลี่ยนสีผิวทั้งตัวแบบในโฆษณา เอกสารของ อย. ยังระบุด้วยว่าผลที่ผิวดูขาวขึ้นเป็นผลชั่วคราว เมื่อหยุดใช้ ร่างกายก็สร้างเม็ดสีเหมือนเดิม และงานที่ผมยกมาล้วนเป็นงานขนาดเล็กและระยะสั้น ใครที่กังวลเรื่องจุดด่างดำหรือฝ้า ควรให้แพทย์ผิวหนังประเมินสาเหตุก่อน
ส่วนคนที่กำลังลังเลระหว่างกลูต้ากับคอลลาเจน สองตัวนี้ทำงานคนละแบบ คอลลาเจนเป็นโปรตีนโครงสร้าง งานวิจัยวัดเรื่องความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่น ไม่ได้วัดสีผิว ผมสรุปไว้ในหน้า คอลลาเจน
กลูต้ากับภูมิคุ้มกันและภาวะออกซิเดชัน
🔬 งานวิจัยบอกว่า · ⚪ หลักฐานยังน้อย: ในงานของ Richie (2015) กลุ่มที่กิน 1,000 มก./วัน มีความสามารถของเซลล์ NK ในการทำลายเซลล์เป้าหมายเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเทียบกับยาหลอกที่ 3 เดือน และอัตราส่วนกลูต้าแบบออกซิไดซ์ต่อรีดิวซ์ในเลือดลดลง ซึ่งบ่งว่าภาวะออกซิเดชันลดลง
นี่เป็นผลจากตัวชี้วัดในห้องแล็บ ไม่ได้วัดว่าคนเจ็บป่วยน้อยลง จึงยังแปลว่า “กินกลูต้าแล้วภูมิดีขึ้น” ไม่ได้ ตรงนี้ต้องรองานที่วัดผลทางสุขภาพจริงก่อน
3. กลูต้ากินวันละเท่าไหร่ ตามที่งานวิจัยใช้
กลูต้าไธโอนไม่ใช่สารอาหารจำเป็นแบบวิตามิน เพราะร่างกายสร้างเองได้ จึงไม่มีค่าปริมาณแนะนำต่อวัน (RDA) สิ่งที่อ้างอิงได้คือขนาดในงานวิจัย ซึ่งอยู่ราว 250–1,000 มก./วัน ในระยะเวลา 4 สัปดาห์ถึง 6 เดือน และยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวที่ชัดเจน
| งานวิจัย | รูปแบบ | ขนาด | ระยะเวลา |
|---|---|---|---|
| Arjinpathana & Asawanonda, 2012 | แคปซูลกลูต้า (แบ่ง 2 ครั้ง) | 500 มก./วัน | 4 สัปดาห์ |
| Allen & Bradley, 2011 | กลูต้าแบบกิน | 500 มก. วันละ 2 ครั้ง | 4 สัปดาห์ |
| Weschawalit et al., 2017 | GSH หรือ GSSG | 250 มก./วัน | 12 สัปดาห์ |
| Richie et al., 2015 | กลูต้าแบบกิน | 250 หรือ 1,000 มก./วัน | 6 เดือน |
| Sinha et al., 2018 | ไลโปโซม | 500 หรือ 1,000 มก./วัน | 1 เดือน |
ตัวเลขเหล่านี้เป็นขนาดที่นักวิจัยเลือกใช้ ไม่ใช่ขนาดที่พิสูจน์แล้วว่าเหมาะกับทุกคน และในงานของ Richie ระดับกลูต้ากลับสู่ค่าเดิมหลังหยุด 1 เดือน แปลว่าถ้ามีผล ผลก็อยู่เท่าที่ยังกินอยู่

คำถามว่ากินตอนไหน กินคู่กับอะไร และควรเว้นจากอะไร ผมรวมไว้ในหน้า กลูต้ากินตอนไหน ห้ามกินกับอะไร และวันละเท่าไหร่
4. ร่างกายได้กลูต้าไธโอนจากไหน
ร่างกายสร้างกลูต้าไธโอนเองในเซลล์จากกรดอะมิโนสามตัว โดยปริมาณซิสเทอีนที่มีเป็นตัวกำหนดหลักว่าจะสร้างได้มากแค่ไหน แหล่งซิสเทอีนจึงสำคัญ ทั้งจากโปรตีนในอาหาร และจาก NAC (N-acetylcysteine) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่ร่างกายนำไปใช้สร้างกลูต้าได้
ร่างกายสร้างเอง
Lu (2013) อธิบายว่าการสร้างกลูต้าไธโอนเกิดในไซโทซอลของเซลล์ผ่านเอนไซม์สองตัว และสองปัจจัยหลักที่กำหนดอัตราการสร้างคือ ปริมาณซิสเทอีน กับการทำงานของเอนไซม์ glutamate cysteine ligase พูดง่าย ๆ คือ ถ้าได้โปรตีนพอ ร่างกายก็มีวัตถุดิบสำหรับสร้างกลูต้าอยู่แล้ว
NAC กับกลูต้า
StatPearls อธิบายว่า NAC ช่วยเติมกลูต้าไธโอนในตับโดยให้ซิสเทอีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นจำเป็นในการสร้างกลูต้า และในสหรัฐฯ NAC เป็นยาที่ได้รับอนุมัติสำหรับภาวะได้รับยาพาราเซตามอลเกินขนาด และใช้ละลายเสมหะ สถานะแบบนี้แปลว่า NAC เป็นสารที่มีฤทธิ์ทางยาชัดเจน ไม่ควรกินเองแบบอาหารเสริมทั่วไปโดยไม่ถามเภสัชกร ผมเปรียบเทียบสองตัวนี้ไว้ละเอียดใน NAC กับกลูต้า ต่างกันไหม และใครควรเลือกอะไร

อาหาร
เอกสารของ อย. ระบุว่าคนเราได้กลูต้าไธโอนจากอาหารกลุ่มโปรตีน ไข่ นม และผลไม้อย่างอะโวคาโด และร่างกายยังสร้างเองได้ ส่วนว่าอาหารแต่ละชนิดมีกลูต้ามากน้อยแค่ไหนและกินแล้วช่วยเพิ่มระดับในร่างกายได้จริงไหม ผมแยกไว้ในหน้า อาหารและวิธีเพิ่มกลูต้าไธโอนตามธรรมชาติ เพื่อไม่ให้หน้านี้ยาวเกินไป
5. อาหารเสริมกลูต้ามีกี่ฟอร์ม
อาหารเสริมกลูต้าที่พบบ่อยมีสามแบบ คือ กลูต้าแบบรีดิวซ์ (reduced glutathione หรือ L-glutathione) กลูต้าแบบไลโปโซม (liposomal) ที่ห่อด้วยไขมันเพื่อหวังให้ดูดซึมดีขึ้น และสารตั้งต้นอย่าง NAC ที่ให้ร่างกายสร้างกลูต้าเอง แต่ละแบบมีงานวิจัยในคนน้อยและขนาดเล็ก
| ฟอร์ม | จุดที่พูดถึงบ่อย | งานวิจัยบอกว่า |
|---|---|---|
| กลูต้าแบบรีดิวซ์ (GSH / L-glutathione) | ฟอร์มหลักที่ขายทั่วไป | งาน 6 เดือนพบระดับในเลือดเพิ่ม แต่งาน 4 สัปดาห์ไม่พบ |
| กลูต้าแบบออกซิไดซ์ (GSSG) | พบในบางสูตร | งานผิว 12 สัปดาห์ พบแนวโน้มคล้าย GSH (Weschawalit, 2017) |
| ไลโปโซม (Liposomal) | ขายว่าดูดซึมดีกว่า | งานนำร่อง 12 คน 1 เดือน พบระดับในเลือดเพิ่มจากค่าตั้งต้น · บริษัทผู้ผลิตให้ทุน |
| NAC (สารตั้งต้น) | ให้ร่างกายสร้างกลูต้าเอง | เป็นยาที่มีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ ควรถามเภสัชกรก่อน |
🔬 งานวิจัยบอกว่า · ⚪ หลักฐานยังน้อย: งานนำร่องของ Sinha และคณะ (2018) ให้ผู้ใหญ่สุขภาพดี 12 คนกินกลูต้าแบบไลโปโซม 500 หรือ 1,000 มก./วัน นาน 1 เดือน พบระดับกลูต้าในเลือดเพิ่มขึ้นสูงสุดราว 40% ที่ 2 สัปดาห์ แต่เป็นงานนำร่องขนาดเล็กที่เทียบกับค่าตั้งต้นของผู้เข้าร่วมเอง และได้ทุนวิจัยจากบริษัทที่ผลิตกลูต้าแบบไลโปโซม
รายละเอียดของแต่ละฟอร์มและวิธีอ่านฉลาก ผมแยกไว้ใน กลูต้าไธโอนชนิดต่าง ๆ แบบ reduced, liposomal และ NAC ต่างกันอย่างไร

เวลาอ่านฉลาก ให้ดูปริมาณกลูต้าไธโอนต่อหน่วยบริโภคเทียบกับขนาดในงานวิจัย และดูส่วนผสมอื่นให้ครบ เพราะเอกสารของ อย. ระบุว่าผลิตภัณฑ์กลูต้ามักผสมสารอื่นหลายตัว เช่น สารสกัดจากเมล็ดองุ่น สารสกัดเปลือกสน คอลลาเจน หรือวิตามิน ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าผลทั้งหมดมาจากกลูต้า และต้องมีเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) ที่ตรวจสอบได้
6. กลูต้ากิน vs ฉีด: ความปลอดภัยและคำเตือนของ อย.
ความต่างสำคัญคือสถานะทางกฎหมายและความเสี่ยง อย. อนุญาตให้ใช้กลูต้าไธโอนเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบกิน แต่การฉีดกลูต้าเพื่อให้ผิวขาวยังไม่มีการรับรองความปลอดภัยจาก อย. และกลูต้าชนิดฉีดไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาสำหรับข้อบ่งใช้นี้ การฉีดจึงมีความเสี่ยงสูงกว่ามาก

อย. พูดถึงการฉีดกลูต้าว่าอย่างไร
⚠️ สิ่งที่ อย. ระบุไว้ (ข้อเท็จจริงจากเอกสารทางการ)
ไม่มีการรับรองความปลอดภัย: อย. ระบุว่า “การฉีดสารกลูตาไธโอนเพื่อทำให้ผิวขาว ยังไม่มีการรับรองความปลอดภัย” และการฉีดทางหลอดเลือดมีความเสี่ยงอันตรายมาก (อย., 2563)
ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นยาเพื่อผิวขาว: เอกสาร Fact Sheet ของ อย. ระบุว่า อย. ไม่เคยขึ้นทะเบียนกลูต้าไธโอนเป็นยาที่มีข้อบ่งใช้ว่าทำให้ผิวขาว และ ณ เวลาที่ออกเอกสาร กลูต้าไธโอนชนิดฉีดไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา (อย., 2553)
คลินิกเถื่อนยังมีอยู่: ปี 2569 อย. ร่วมกับ สสจ. และ สบส. ตรวจคลินิกทั่วประเทศ พบบางแห่งใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีเลขทะเบียน ลักลอบนำเข้า หรือยาปลอม รวมถึง “กลูตาไธโอนชนิดฉีด” และระบุว่าผลิตภัณฑ์เถื่อนเหล่านี้อาจทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือด อักเสบ หรือเกิดผลต่อโครงสร้างผิว
โทษตามกฎหมาย: การใช้ยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (อย., 2569)
งานทบทวนในต่างประเทศก็สรุปทางเดียวกัน Sonthalia และคณะ (2016) ระบุว่า แม้การฉีดกลูต้าเข้าหลอดเลือดจะได้รับความนิยม แต่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าได้ผล และผลข้างเคียงจากการฉีดทำให้ อย. ของฟิลิปปินส์ออกคำเตือนต่อสาธารณะไม่ให้ใช้เพื่อข้อบ่งใช้นอกเหนือการอนุมัติ เช่น การทำให้ผิวขาว
ถ้าจะเข้ารับบริการใด ๆ ที่คลินิก
อย. แนะนำหลัก “3 เช็ก” ก่อนรับบริการ ได้แก่
- เช็กสถานพยาบาล ต้องมีใบอนุญาตสถานพยาบาลแสดงไว้หน้าคลินิก
- เช็กแพทย์ ตรวจชื่อ รูป และใบประกอบวิชาชีพให้ตรงกับผู้ให้บริการ
- เช็กผลิตภัณฑ์ ขอดูกล่อง ต้องมีฉลากภาษาไทย และตรวจเลขทะเบียนผ่าน Line @FDAThai หรือแอปพลิเคชันหมอพร้อม
ถ้าพบการกระทำผิด แจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือสายด่วน สบส. 1426 และถ้ามีคนเสนอบริการฉีดกลูต้าเพื่อผิวขาว โดยเฉพาะนอกสถานพยาบาล ผมแนะนำให้ปฏิเสธไว้ก่อน
แล้วแบบกินล่ะ
แบบกินอยู่ในกรอบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงเลย เอกสารของ อย. ระบุว่าการรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานอาจมีผลต่อการทำงานของไต และเคยมีรายงานผู้ป่วยหญิงที่กิน L-glutathione ชนิดแคปซูลซึ่งไม่ทราบยี่ห้อและขนาด ต่อเนื่องราว 45 วันเพื่อหวังผิวขาว แล้วเกิดตับอักเสบรุนแรง แพทย์ประเมินว่าเกี่ยวข้องกับกลูต้าในระดับ “น่าจะใช่” (probable) นอกจากนี้ อย. ยังระบุว่าการกล่าวอ้างว่ากินกลูต้าแล้วผิวขาวเป็นการกล่าวอ้างที่ผิดกฎหมาย
7. ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง
ในงานทดลองแบบกินขนาด 250–500 มก./วัน ระยะสั้น ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ทนได้ดี และไม่มีรายงานผลข้างเคียงร้ายแรง งานทบทวนปี 2019 พบรายงานผลข้างเคียงบ้างแต่ไม่ร้ายแรง สิ่งที่ยังขาดคือข้อมูลความปลอดภัยระยะยาว และข้อมูลในคนตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีโรคประจำตัว
⚠️ ข้อควรระวัง
ฉีดกลูต้าเพื่อผิวขาว: อย. ยังไม่รับรองความปลอดภัย และกลูต้าชนิดฉีดไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นยาสำหรับข้อบ่งใช้นี้ ไม่ควรรับบริการ
โรคไต หรือโรคตับ: อย. ระบุว่าการกินต่อเนื่องนานอาจมีผลต่อไต และเคยมีรายงานตับอักเสบที่น่าจะเกี่ยวข้อง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และเด็ก: งานวิจัยที่ผมสรุปไม่ได้ศึกษาในกลุ่มนี้ ไม่ควรใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
กำลังได้ยาคีโมหรือฉายรังสี: กลูต้าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และ NIH ODS ระบุว่าการใช้สารต้านอนุมูลอิสระระหว่างได้ยาคีโมหรือฉายรังสียังเป็นที่ถกเถียง ต้องบอกทีมแพทย์ก่อนเริ่มกิน
NAC: เป็นยาที่มีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ ถ้าจะใช้ ควรถามเภสัชกรก่อน
สูตรผสมหลายส่วนผสม: ผลข้างเคียงหรือการแพ้อาจมาจากส่วนผสมอื่น อ่านฉลากให้ครบ และเช็กเลข อย.
อาการผิดปกติหลังกิน: เช่น อาการแบบในรายงานของ อย. คือ ตัวซีด ตาเหลือง ท้องอืด หรืออาการผิดปกติอื่น ให้หยุดและพบแพทย์

แบบกินเสี่ยงต่ำกว่าแบบฉีดมาก แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ โดยเฉพาะเมื่อกินนานหรือกินขนาดสูงกว่าที่งานวิจัยใช้
8. เหมาะกับใคร / ไม่เหมาะกับใคร
กลูต้าแบบกินอาจเหมาะกับผู้ใหญ่สุขภาพดีที่อยากลองในขนาดที่งานวิจัยใช้และรับได้ว่าผลอาจเล็ก ส่วนการฉีดเพื่อผิวขาวไม่เหมาะกับใครเลย และคนที่มีโรคไต โรคตับ ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
อาจเหมาะกับ
- คนที่อยากลองแบบกินในขนาดที่งานวิจัยใช้ และรับได้ว่าผลอาจเล็กหรือไม่เห็นชัด
- คนที่เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเลข อย. ชัดเจน และอ่านส่วนผสมครบ
- คนที่ไม่มีโรคประจำตัว ไม่ได้ตั้งครรภ์ และไม่ได้กินยาที่ต้องระวัง
ไม่เหมาะ หรือต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
- คนที่กำลังคิดจะฉีดกลูต้าเพื่อผิวขาว
- คนที่มีโรคไต โรคตับ หรือโรคประจำตัวอื่น
- หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และเด็ก
- คนที่กำลังได้ยาคีโมหรือฉายรังสี
- คนที่หวังผลผิวขาวเร็ว หรือหวังให้กลูต้าใช้แทนการดูแลจากแพทย์
9. คำถามที่พบบ่อย
กลูต้าไธโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างเองและช่วยกระบวนการจัดการสารแปลกปลอมในตับ ส่วนการกินเสริม งานวิจัยขนาดเล็กพบว่าอาจเพิ่มระดับในเลือดได้และอาจลดค่าเม็ดสีบริเวณที่โดนแดดเล็กน้อย แต่งานทบทวนสรุปว่าหลักฐานเรื่องสีผิวยังไม่ชัดเจน
ยังไม่ชัดเจน งานทดลองในคนไทยพบค่าเม็ดสีลดลงต่างจากยาหลอกเพียงบางจุด และงานทบทวนปี 2019 ก็สรุปว่าหลักฐานยังไม่ชัด เอกสารของ อย. ระบุว่าผลที่ผิวดูขาวขึ้นเป็นผลชั่วคราว และการกล่าวอ้างว่ากินแล้วผิวขาวผิดกฎหมาย จึงไม่ควรคาดหวังผลแบบในโฆษณา
มีความเสี่ยงสูง อย. ระบุว่าการฉีดกลูต้าเพื่อผิวขาวยังไม่มีการรับรองความปลอดภัย กลูต้าชนิดฉีดไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาสำหรับข้อบ่งใช้นี้ และ อย. เคยตรวจพบคลินิกที่ใช้ผลิตภัณฑ์เถื่อนซึ่งเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือด งานทบทวนต่างประเทศก็ระบุว่ายังไม่มีหลักฐานว่าการฉีดได้ผล
งานวิจัยที่ผมสรุปไว้ไม่ได้เทียบช่วงเวลากินโดยตรง จึงยังไม่มีหลักฐานว่าเวลาไหนดีกว่ากัน งานส่วนใหญ่ให้กินทุกวันต่อเนื่องหลายสัปดาห์ และงานหนึ่งแบ่งกินวันละ 2 ครั้ง สิ่งที่สำคัญกว่าคือขนาดไม่เกินที่งานวิจัยใช้ และถามเภสัชกรก่อนถ้ากินยาประจำ
กลูต้าไม่มีค่าปริมาณแนะนำต่อวัน เพราะร่างกายสร้างเองได้ งานวิจัยในคนใช้ราว 250–1,000 มก./วัน นาน 4 สัปดาห์ถึง 6 เดือน และยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวที่ชัดเจน ถ้าจะลอง ควรอยู่ในช่วงที่งานวิจัยใช้ และปรึกษาแพทย์ถ้ามีโรคไตหรือโรคตับ
งานวิจัยให้กินทุกวันนานสูงสุดราว 6 เดือน และไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรงในระยะนั้น แต่ข้อมูลระยะยาวกว่านั้นยังไม่ชัด อย. ระบุว่าการกินต่อเนื่องนานอาจมีผลต่อไต และในงานหนึ่งระดับกลูต้าก็กลับสู่ค่าเดิมหลังหยุด 1 เดือน ถ้าจะกินต่อเนื่องนานจึงควรคุยกับแพทย์
กลูต้าไธโอนเป็นเปปไทด์สามหน่วยที่ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ งานวิจัยเรื่องผิววัดค่าเม็ดสี ส่วนคอลลาเจนเป็นโปรตีนโครงสร้างของผิวและข้อ งานวิจัยวัดความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่น สองตัวนี้จึงตอบคนละเป้าหมาย และทั้งคู่ยังมีหลักฐานจำกัด ควรเลือกจากเป้าหมายจริงก่อน
สรุป
กลูต้าไธโอนเป็นสารที่ร่างกายสร้างเองและสำคัญต่อระบบต้านอนุมูลอิสระ แต่การกินเสริมยังมีเรื่องที่ไม่ชัดอยู่มาก ทั้งเรื่องการดูดซึมและเรื่องสีผิว งานวิจัยที่มีเป็นงานเล็ก ระยะสั้น และผลยังไม่สม่ำเสมอ ส่วนการฉีดกลูต้าเพื่อผิวขาว อย. ยังไม่รับรองความปลอดภัย และเป็นเรื่องที่ไม่ควรเสี่ยง
ถ้าตัดสินใจลองแบบกิน ให้เลือกขนาดในช่วงที่งานวิจัยใช้ ดูเลข อย. และส่วนผสมให้ครบ และปรึกษาแพทย์ถ้ามีโรคไต โรคตับ หรือตั้งครรภ์
📚 แหล่งอ้างอิง
- Lu SC. Glutathione synthesis. Biochim Biophys Acta. 2013;1830(5):3143-53: PubMed
- Pizzorno J. Glutathione! Integr Med (Encinitas). 2014;13(1):8-12: PMC (ฉบับเต็ม)
- Richie JP Jr, et al. Randomized controlled trial of oral glutathione supplementation on body stores of glutathione. Eur J Nutr. 2015;54(2):251-63: PubMed
- Allen J, Bradley RD. Effects of oral glutathione supplementation on systemic oxidative stress biomarkers in human volunteers. J Altern Complement Med. 2011;17(9):827-33: PubMed
- Sinha R, et al. Oral supplementation with liposomal glutathione elevates body stores of glutathione and markers of immune function. Eur J Clin Nutr. 2018;72(1):105-111: PubMed
- Arjinpathana N, Asawanonda P. Glutathione as an oral whitening agent: a randomized, double-blind, placebo-controlled study. J Dermatolog Treat. 2012;23(2):97-102: PubMed
- Weschawalit S, et al. Glutathione and its antiaging and antimelanogenic effects. Clin Cosmet Investig Dermatol. 2017;10:147-153: PubMed
- Dilokthornsakul W, et al. The clinical effect of glutathione on skin color and other related skin conditions: A systematic review. J Cosmet Dermatol. 2019;18(3):728-737: PubMed
- Sonthalia S, et al. Glutathione as a skin whitening agent: Facts, myths, evidence and controversies. Indian J Dermatol Venereol Leprol. 2016;82(3):262-72: PubMed
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.): เรื่องเข้าใจผิด ๆ ของ…กลูตาไธโอน (3 มี.ค. 2563)
- อย. กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค: Fact Sheet ยา ฉบับที่ 16: คิดให้ดีก่อนใช้กลูตาไธโอน (9 มี.ค. 2553)
- อย.: อย. ร่วมกับ สสจ.-สบส. ตรวจเข้มคลินิกทั่วประเทศ สกัดฟิลเลอร์-ยาเถื่อน (22 พ.ค. 2569)
- StatPearls: N-Acetylcysteine (NCBI Bookshelf)
- NIH Office of Dietary Supplements: Vitamin C: Fact Sheet for Health Professionals (หัวข้อ Interactions with Medications)
ข้อมูลเพื่อความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ บทความนี้สรุปจากงานวิจัยและแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงด้านบน ไม่ได้ใช้แทนคำวินิจฉัยของแพทย์ ก่อนเริ่มกินอาหารเสริมใด ๆ โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัว กินยาอยู่ ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร · เขียนโดย เวล · ทีม mywellthy · อัปเดตล่าสุด 2026-11-03



