
แมกนีเซียม กินตอนไหนก็ได้ เราค้นแล้วยังไม่เจองานวิจัยในคนที่เทียบช่วงเช้ากับก่อนนอนตรง ๆ สิ่งที่มีหลักฐานรองรับคือ กินพร้อมมื้ออาหารดูดซึมได้มากขึ้นเล็กน้อย กินครั้งละน้อยดูดซึมได้สัดส่วนสูงกว่ากินทีเดียวขนาดใหญ่ ต้องเว้นระยะจากยาบางกลุ่ม และจากอาหารเสริมรวมกับยา ผู้ใหญ่ไม่ควรเกิน 350 มก./วัน ถ้าแพทย์ไม่ได้สั่ง
เรารวมกติกาที่มีแหล่งอ้างอิงจริงไว้ในหน้าเดียว ทั้งเรื่องเวลา มื้ออาหาร ยาที่ต้องเว้นระยะ แร่ธาตุที่กินคู่กัน และปริมาณต่อวัน ใครกินยาประจำอยู่ อ่านหัวข้อ 2 ก่อนหัวข้ออื่นครับ
TL;DRสรุปสั้นๆ อ่าน 30 วิ
เวลาในแต่ละวันสำคัญน้อยกว่าเรื่องมื้ออาหาร ขนาดต่อครั้ง และยาที่กินอยู่
- เช้าหรือก่อนนอน: ยังไม่เจองานที่เทียบตรง ๆ เลือกเวลาที่กินได้ทุกวันและไม่ชนกับยา
- พร้อมอาหาร: ผู้หญิง 10 คน ดูดซึมแมกนีเซียมจากน้ำแร่ได้ 52.3% เมื่อดื่มพร้อมมื้อ เทียบกับ 45.7% เมื่อดื่มเปล่า (🟡)
- ห้ามกินพร้อมกัน: ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลินและควิโนโลน กินก่อนแมกนีเซียม 2 ชม. หรือหลัง 4-6 ชม. ยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต ห่างอย่างน้อย 2 ชม.
- ต่อวัน: ผู้ใหญ่ต้องการ 310-420 มก. จากอาหารทุกแหล่ง แต่จากอาหารเสริมและยารวมกัน ไม่ควรเกิน 350 มก./วัน ถ้าแพทย์ไม่ได้สั่ง
ในบทความนี้
- แมกนีเซียมกินตอนไหนดี เช้าหรือก่อนนอน
- แมกนีเซียมห้ามกินกับอะไร: ยาที่ต้องเว้นระยะ
- กินก่อนหรือหลังอาหาร ท้องว่างได้ไหม
- แบ่งกินหรือกินทีเดียว
- กินคู่กับแคลเซียม ซิงค์ และแร่ธาตุอื่นได้ไหม
- ต่อวันเท่าไหร่ และขีดสูงสุดจากอาหารเสริม
- ตัวอย่างการจัดเวลากิน ตามยาที่กินอยู่
- เหมาะกับใคร / ใครควรถามแพทย์ก่อน
- ข้อควรระวังก่อนกินแมกนีเซียม
- คำถามที่พบบ่อย
1. แมกนีเซียมกินตอนไหนดี เช้าหรือก่อนนอน
กินเช้าหรือก่อนนอนก็ได้ เพราะเรายังไม่เจองานทดลองในคนที่เทียบสองช่วงนี้แล้วบอกได้ว่าช่วงไหนดูดซึมหรือได้ผลดีกว่า ปัจจัยที่มีงานวิจัยรองรับมากกว่าเวลาบนนาฬิกาคือ กินพร้อมอาหารหรือไม่ กินครั้งละเท่าไหร่ และเว้นระยะจากยาที่กินอยู่พอหรือยัง
ถ้าคุณตั้งใจกินก่อนนอนเพราะอยากหลับง่ายขึ้น ควรรู้ก่อนว่าหลักฐานเรื่องการนอนเองก็ยังจำกัด
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด
งานทบทวนอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์อภิมาน (Mah & Pitre, 2021) รวม 3 งานทดลองแบบสุ่มในผู้สูงอายุที่นอนไม่หลับ 151 คน พบว่ากลุ่มที่กินแมกนีเซียมใช้เวลาก่อนหลับสั้นกว่ากลุ่มยาหลอก 17.36 นาที ส่วนเวลานอนรวมเพิ่ม 16.06 นาทีแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และคุณภาพหลักฐานอยู่ในระดับ “ต่ำถึงต่ำมาก”
งานรวมชิ้นนี้ตอบเรื่องผลต่อการนอน ไม่ได้เทียบว่ากินเวลาไหนของวันดีกว่ากัน ประโยชน์แต่ละเป้าหมายพร้อมป้ายระดับหลักฐาน สรุปไว้ใน ประโยชน์ของแมกนีเซียม แยกตามเป้าหมาย: นอนหลับ กล้ามเนื้อ ระบบประสาท
ในทางปฏิบัติ เราแนะนำให้เลือกเวลาจาก 3 เรื่องนี้
- ช่วงที่ตรงกับมื้ออาหารที่คุณกินเป็นประจำทุกวัน (เหตุผลอยู่ในหัวข้อ 3)
- ช่วงที่ห่างจากยาประจำได้พอตามหัวข้อ 2
- ช่วงที่ท้องรับได้ ถ้ากินแล้วถ่ายเหลว ลองแบ่งขนาดตามหัวข้อ 4

2. แมกนีเซียมห้ามกินกับอะไร: ยาที่ต้องเว้นระยะ
กลุ่มที่ต้องระวังที่สุดเมื่อกินแมกนีเซียมคือยา แมกนีเซียมจับกับยาปฏิชีวนะบางกลุ่มจนกลายเป็นสารที่ไม่ละลาย และลดการดูดซึมยากระดูกพรุนบางตัว จึงต้องกินห่างกัน ส่วนยาอีกบางกลุ่มเปลี่ยนระดับแมกนีเซียมในร่างกาย ซึ่งต้องให้แพทย์ติดตาม การเลื่อนเวลากินอย่างเดียวช่วยไม่ได้
ตารางนี้รวมยาที่มีคำแนะนำชัดเจนจาก NIH ODS และจากฉลากยาที่ขึ้นทะเบียนในสหรัฐฯ (DailyMed)
| ยา | ควรทำอย่างไร | ที่มา |
|---|---|---|
| ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลิน (เช่น ด็อกซีไซคลิน) และควิโนโลน (เช่น ซิโปรฟล็อกซาซิน เลโวฟล็อกซาซิน) | กินยาก่อนแมกนีเซียมอย่างน้อย 2 ชม. หรือหลังแมกนีเซียม 4-6 ชม. | NIH ODS |
| ยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต (เช่น อเลนโดรเนต) | กินห่างจากแมกนีเซียมอย่างน้อย 2 ชม. | NIH ODS |
| ยาไทรอยด์เลโวไทรอกซีน | ฉลากยาให้กินตอนท้องว่าง ก่อนอาหารเช้า 30-60 นาที และไม่กินภายใน 4 ชม. จากธาตุเหล็ก แคลเซียม และยาลดกรด ถ้ากินแมกนีเซียมเสริม ให้ถามเภสัชกรเรื่องระยะห่าง | DailyMed |
| ยากาบาเพนติน | ยาลดกรดที่มีแมกนีเซียมและอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ลดการดูดซึมยาลงราว 20% ฉลากให้กินกาบาเพนตินหลังยาลดกรดอย่างน้อย 2 ชม. | DailyMed |
| ยาขับปัสสาวะ | กลุ่มลูปและไทอะไซด์ทำให้เสียแมกนีเซียมทางปัสสาวะมากขึ้น ส่วนกลุ่มเก็บโพแทสเซียม (เช่น อะมิโลไรด์ สไปโรโนแลกโตน) ลดการขับแมกนีเซียม ต้องให้แพทย์ดูระดับ | NIH ODS |
| ยาลดกรดกลุ่ม PPI (เช่น เอโซเมพราโซล แลนโซพราโซล) | ใช้ต่อเนื่องนาน มักเกิน 1 ปี อาจทำให้แมกนีเซียมในเลือดต่ำ แพทย์อาจตรวจระดับเป็นระยะ | NIH ODS |
ตัวเลขในตารางเป็นระยะขั้นต่ำจากเอกสารอ้างอิง ระยะที่เหมาะกับยาแต่ละยี่ห้อและแต่ละคนอาจต่างกัน จึงควรให้เภสัชกรดูยาที่คุณกินอยู่จริงก่อนเริ่มทุกครั้ง
อีกเรื่องที่ควรรู้คือ ยาระบายและยาลดกรดบางชนิดมีแมกนีเซียมเป็นส่วนผสมหลักอยู่แล้ว NIH ODS ระบุว่าขีดสูงสุด 350 มก./วัน นับรวมแมกนีเซียมจากอาหารเสริมและยา ถ้ากินทั้งสองอย่างพร้อมกันอาจเกินขีดโดยไม่รู้ตัว

3. กินก่อนหรือหลังอาหาร ท้องว่างได้ไหม
กินพร้อมมื้ออาหารมีเหตุผลรองรับมากกว่ากินตอนท้องว่าง เพราะงานวัดการดูดซึมขนาดเล็กพบว่าร่างกายดูดซึมแมกนีเซียมได้มากขึ้นเล็กน้อยเมื่อกินพร้อมมื้อ แต่ถ้าสะดวกกินตอนท้องว่าง ร่างกายก็ยังดูดซึมได้ และความต่างที่วัดได้ไม่มาก
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด
งานทดลองแบบไขว้ใน American Journal of Clinical Nutrition (Sabatier et al., 2002) ให้ผู้หญิงสุขภาพดี 10 คน ดื่มน้ำแร่ที่มีแมกนีเซียมสูง โดยติดตามด้วยไอโซโทปเสถียร พบว่าดูดซึมได้ 45.7% เมื่อดื่มเปล่า และ 52.3% เมื่อดื่มพร้อมมื้ออาหาร ต่างกันเชิงสัมพัทธ์ 14.4% ผู้วิจัยคาดว่าเป็นเพราะอาหารทำให้แมกนีเซียมผ่านลำไส้ช้าลง หรือเพราะสารจากการย่อยอาหาร
งานนี้ใช้แมกนีเซียมในน้ำแร่ ไม่ใช่เม็ดอาหารเสริม และมีผู้เข้าร่วมแค่ 10 คน จึงใช้เป็นเหตุผลประกอบได้ แต่ยังไม่พอจะบอกว่าทุกฟอร์มต้องกินพร้อมอาหาร
อาหารในมื้อเองก็มีผล งานทบทวนเรื่องการดูดซึมแมกนีเซียม (Schuchardt & Hahn, 2017) สรุปว่าไฟเตต ออกซาเลต และใยอาหารบางชนิด เช่น รำข้าวสาลี ลดการดูดซึม ส่วนโปรตีนในปริมาณสูงขึ้นช่วยเพิ่มการดูดซึม งานที่เทียบมื้อผักโขมซึ่งมีออกซาเลตสูงกับมื้อผักเคล ก็พบว่ามื้อผักโขมดูดซึมแมกนีเซียมได้น้อยกว่า
ผักใบเขียวและธัญพืชไม่ขัดสียังเป็นแหล่งแมกนีเซียมที่ดีตามที่ NIH ODS จัดไว้ ส่วนงานของ Fine และคณะ (1991) พบว่าแมกนีเซียมจากอัลมอนด์ดูดซึมได้ดีพอ ๆ กับแมกนีเซียมอะซิเตตที่ละลายน้ำ งานเดียวกันยังพบว่าแมกนีเซียมคลอไรด์แบบเม็ดเคลือบลำไส้ (enteric-coated) ดูดซึมได้น้อยกว่ามาก
NIH ODS ยังระบุว่าแมกนีเซียมฟอร์มที่ละลายน้ำได้ดี ถูกดูดซึมในลำไส้ได้สมบูรณ์กว่าฟอร์มที่ละลายน้อย ถ้าคุณใช้แบบเม็ดฟู่ที่ต้องละลายน้ำก่อนดื่ม ความต่างจากเม็ดทั่วไปแยกไว้ใน แมกนีเซียมเม็ดฟู่ ต่างจากเม็ดทั่วไปไหม

4. แบ่งกินหรือกินทีเดียว
ถ้าขนาดต่อวันค่อนข้างสูง การแบ่งเป็น 2 มื้อมีเหตุผลรองรับ เพราะยิ่งกินครั้งละมาก สัดส่วนที่ลำไส้ดูดซึมได้ยิ่งลดลง และแมกนีเซียมขนาดสูงจากอาหารเสริมมักทำให้ท้องเสีย ถ้าต่อวันกินแค่เม็ดเดียวที่ปริมาณไม่สูง กินครั้งเดียวต่อวันก็ทำได้
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด
งานใน Journal of Clinical Investigation (Fine et al., 1991) ให้คนสุขภาพดีกินมื้ออาหารมาตรฐานที่เติมแมกนีเซียมอะซิเตต 0, 10, 20, 40 และ 80 mEq พบว่าปริมาณที่ดูดซึมได้เพิ่มขึ้นตามขนาด แต่สัดส่วนที่ดูดซึมลดลงจาก 65% ที่ขนาดต่ำสุด เหลือ 11% ที่ขนาดสูงสุด งานทบทวนของ Schuchardt & Hahn (2017) จึงสรุปว่าการแบ่งกินครั้งละน้อยหลายครั้งต่อวัน ให้สัดส่วนการดูดซึมสูงกว่ากินครั้งเดียวขนาดใหญ่
อีกเรื่องที่รีวิวเดียวกันชี้ไว้คือ ร่างกายไม่ได้เก็บแมกนีเซียมสะสมไว้ใช้ทีหลัง ดูดซึมได้มากขึ้นก็มักขับออกมากขึ้นตามไปด้วย การเพิ่มขนาดเพื่อหวังให้ได้มากขึ้นจึงไม่ค่อยคุ้ม
ฝั่งผลข้างเคียง NIH ODS ระบุว่าแมกนีเซียมขนาดสูงจากอาหารเสริมหรือยามักทำให้ท้องเสีย บางครั้งมีคลื่นไส้และปวดเกร็งท้องร่วมด้วย ฟอร์มที่มีรายงานบ่อยคือ คาร์บอเนต คลอไรด์ กลูโคเนต และออกไซด์ สาเหตุคือเกลือแมกนีเซียมส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมดึงน้ำเข้าลำไส้
อาการท้องเสียแต่ละแบบ และสัญญาณว่าได้แมกนีเซียมมากเกินไป อ่านต่อที่ ผลข้างเคียงและโทษของแมกนีเซียม ใครควรระวัง
5. กินคู่กับแคลเซียม ซิงค์ และแร่ธาตุอื่นได้ไหม
กินพร้อมแคลเซียมในปริมาณทั่วไปได้ งานวิจัยในคนที่ใช้แคลเซียมระดับที่พบในอาหาร ไม่พบว่ารบกวนการดูดซึมแมกนีเซียม ตัวที่มีหลักฐานว่ารบกวนคือซิงค์ขนาดสูงมาก ส่วนแร่ธาตุอื่น ผลยับยั้งพบเฉพาะเมื่อใช้ขนาดสูงกว่าที่ได้จากอาหารปกติมาก
แคลเซียม
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด
งานทบทวนของ Schuchardt & Hahn (2017) อธิบายว่างานรุ่นแรกที่พบว่าแคลเซียมกดการดูดซึมแมกนีเซียม ใช้ขนาดที่สูงเกินระดับปกติของร่างกาย ส่วนงานศึกษาสมดุลระยะยาวที่ให้แคลเซียมมากกว่า 1,000 มก./วัน ไม่พบผลเสียต่อการดูดซึมแมกนีเซียม งานในเด็กสาววัยรุ่น 26 คนที่ได้แคลเซียม 1,667 มก./วัน ก็ไม่พบผลต่อการดูดซึมหรือการขับแมกนีเซียม
งานที่ยกมาทำในวัยรุ่นและมีขนาดเล็ก เราจึงให้ป้ายเหลือง ถ้าคุณกินทั้งแคลเซียมและแมกนีเซียมเสริม สิ่งที่ควรเช็กก่อนคือยาที่ต้องเว้นจากแร่ธาตุทั้งสองตัว เช่น ยาไทรอยด์ในหัวข้อ 2
ซิงค์
🔬 งานวิจัยบอกว่า · ⚪ หลักฐานยังน้อย
งานศึกษาในหน่วยวิจัยเมแทบอลิก (Spencer et al., 1994) ให้ผู้ชายวัยผู้ใหญ่ได้ซิงค์ซัลเฟตเสริม 142 มก. ซิงค์/วัน พบว่าเมื่อรวมผลทั้งสามกลุ่ม การดูดซึมและสมดุลแมกนีเซียมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ NIH ODS ยกงานนี้เป็นตัวอย่างของ “ซิงค์ขนาดสูงมาก” ที่รบกวนการดูดซึมแมกนีเซียม
ขนาด 142 มก. ใช้ในงานวิจัยที่วัดสมดุลแร่ธาตุ คนทั่วไปไม่ควรกินซิงค์ขนาดนี้เอง ถ้าอยากรู้ว่าซิงค์ปกติต้องการวันละเท่าไหร่ ดูได้ที่บทความ ซิงค์ คืออะไร ช่วยอะไร
แร่ธาตุอื่น
รีวิวของ Schuchardt & Hahn (2017) ระบุว่า ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ทองแดง แมงกานีส และซิงค์ ในขนาดสูงเกินระดับปกติ เคยมีรายงานว่ากดการดูดซึมแมกนีเซียม แต่เมื่อได้ในช่วงที่พบในอาหารปกติ ยังไม่พบผลยับยั้งแบบเดียวกัน
6. ต่อวันเท่าไหร่ และขีดสูงสุดจากอาหารเสริม
ผู้ใหญ่ต้องการแมกนีเซียม 310-420 มก./วัน จากอาหารทุกแหล่งรวมกัน ตามค่า RDA ของสหรัฐฯ ที่ NIH ODS ใช้ ส่วนขีดสูงสุดคิดเฉพาะอาหารเสริมและยา ผู้ใหญ่ไม่ควรเกิน 350 มก./วัน ถ้าแพทย์ไม่ได้สั่ง โดยไม่นับแมกนีเซียมที่ได้จากอาหารตามธรรมชาติ
เราใช้ค่าของ NIH ODS เพราะยังตรวจตัวเลขแมกนีเซียมในตารางปริมาณสารอาหารอ้างอิงของคนไทย (กรมอนามัย พ.ศ. 2563) ฉบับเต็มไม่ได้ ถ้าได้ตัวเลขทางการของไทยแล้ว เราจะอัปเดตตารางนี้
| กลุ่ม | ต้องการต่อวัน (RDA) | ขีดสูงสุดจากอาหารเสริมและยา (UL) |
|---|---|---|
| ผู้ชาย 19-30 ปี | 400 มก. | 350 มก. |
| ผู้ชาย 31 ปีขึ้นไป | 420 มก. | 350 มก. |
| ผู้หญิง 19-30 ปี | 310 มก. | 350 มก. |
| ผู้หญิง 31 ปีขึ้นไป | 320 มก. | 350 มก. |
| ตั้งครรภ์ 19-30 ปี / 31-50 ปี | 350 / 360 มก. | 350 มก. |
| ให้นมบุตร 19-30 ปี / 31-50 ปี | 310 / 320 มก. | 350 มก. |
| เด็ก 1-3 ปี | 80 มก. | 65 มก. |
| เด็ก 4-8 ปี | 130 มก. | 110 มก. |
ที่มา: NIH Office of Dietary Supplements (อิงค่า Food and Nutrition Board สหรัฐฯ)
ที่ UL ดูต่ำกว่า RDA ในบางกลุ่ม เพราะ RDA นับแมกนีเซียมจากทุกแหล่ง ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม อาหารเสริม และยา ส่วน UL นับเฉพาะอาหารเสริมกับยา NIH ODS อธิบายว่าแมกนีเซียมจากอาหารไม่เป็นอันตรายในคนสุขภาพดี เพราะไตขับส่วนเกินออกทางปัสสาวะ และโดยทั่วไปร่างกายดูดซึมแมกนีเซียมจากอาหารได้ราว 30-40%
เวลาอ่านฉลาก ให้ดูปริมาณ “แมกนีเซียม (elemental magnesium)” ต่อหน่วยบริโภค NIH ODS ระบุว่าฉลากอาหารเสริมแสดงตัวเลขนี้ ไม่ใช่น้ำหนักของสารประกอบทั้งก้อน ตัวเลขนี้คือสิ่งที่ใช้นับว่าเกิน 350 มก. หรือยัง
ขนาดที่ใช้ในงานวิจัยไมเกรนมักสูงกว่า UL ซึ่ง NIH ODS แนะนำว่าควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น และยาระบายหรือยาลดกรดที่มีแมกนีเซียมขนาดสูงมาก (มักเกิน 5,000 มก./วัน) เคยมีรายงานภาวะพิษจากแมกนีเซียม
ตารางอาหารที่มีแมกนีเซียมสูง และพื้นฐานว่าแร่ธาตุนี้ทำอะไรในร่างกาย อยู่ในบทความหลัก แมกนีเซียม คืออะไร ช่วยอะไร? สรุปงานวิจัยแบบเข้าใจง่าย พร้อมปริมาณที่ควรได้ต่อวัน ส่วนเรื่องกินทุกวันต่อเนื่องได้ไหม และคำนวณจากฉลากยังไง แยกไว้ใน แมกนีเซียมกินทุกวันได้ไหม ปริมาณที่เหมาะต่อวัน

7. ตัวอย่างการจัดเวลากิน ตามยาที่กินอยู่
วิธีจัดเวลาที่ง่ายที่สุดคือ ยึดเวลายาที่แพทย์สั่งเป็นหลัก แล้วหาช่องให้แมกนีเซียมในมื้ออาหารที่ห่างจากยานั้นพอ ตัวอย่างด้านล่างคิดจากระยะห่างในฉลากยาและ NIH ODS ใช้เป็นแนวทางคุยกับเภสัชกร ไม่ได้ใช้แทนตารางยาที่แพทย์จัดให้
| สถานการณ์ | ตัวอย่างการจัดเวลา | เหตุผล |
|---|---|---|
| ไม่ได้กินยาประจำ | กินพร้อมมื้อเช้าหรือมื้อเย็น มื้อไหนก็ได้ที่กินทุกวัน | ยังไม่เจองานที่เทียบเวลา และกินพร้อมมื้อดูดซึมได้มากขึ้นเล็กน้อย |
| กินยาไทรอยด์เลโวไทรอกซีนตอนเช้า | กินยาตอนท้องว่างตามแพทย์สั่ง แล้วย้ายแมกนีเซียมไปมื้อกลางวันหรือมื้อเย็น | ฉลากยาให้เว้น 4 ชม. จากธาตุเหล็ก แคลเซียม และยาลดกรด |
| ได้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลินหรือควิโนโลน | กินยาก่อนแมกนีเซียม 2 ชม. หรือหลัง 4-6 ชม. หรือถามเภสัชกรว่าควรพักแมกนีเซียมช่วงกินยาไหม | แมกนีเซียมจับกับยาจนดูดซึมได้น้อยลง |
| กินยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต | ทำตามวิธีกินบนฉลากยา และให้แมกนีเซียมห่างจากยาอย่างน้อย 2 ชม. | แมกนีเซียมลดการดูดซึมยากลุ่มนี้ |
| อยากกินช่วงเย็นเพราะเรื่องนอน | ช่วงเย็นหรือก่อนนอนได้ ถ้าท้องรับได้และไม่ชนกับยา | เวลาไม่มีงานเทียบ ส่วนหลักฐานเรื่องนอนยังจำกัด |
| ขนาดต่อวันสูง หรือท้องเสียง่าย | แบ่งเป็น 2 มื้อพร้อมอาหาร | ครั้งละน้อยดูดซึมได้สัดส่วนสูงกว่า และขนาดสูงมักทำให้ท้องเสีย |
ถ้าคุณกินยาหลายตัว ตารางแบบนี้ซับซ้อนเร็วมาก การนำยาทุกตัวรวมถึงอาหารเสริมไปให้เภสัชกรดูครั้งเดียว จะช่วยให้ได้ตารางที่ใช้ได้จริงกับคุณ
8. เหมาะกับใคร / ใครควรถามแพทย์ก่อน
แมกนีเซียมเสริมอาจมีประโยชน์กับคนที่ร่างกายเสี่ยงได้รับไม่พอ ซึ่งควรให้แพทย์ประเมินก่อน ส่วนคนที่ไตทำงานไม่ดี กินยาที่ตีกัน ตั้งครรภ์ หรือจะใช้ขนาดสูงกว่าขีด ควรถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มทุกครั้ง
อาจเหมาะกับ (หลังคุยกับแพทย์)
- ผู้สูงอายุ ซึ่ง NIH ODS ระบุว่ามักได้แมกนีเซียมจากอาหารน้อยกว่าคนอายุน้อย และดูดซึมได้ลดลงตามอายุ
- ผู้ที่มีโรคทางเดินอาหาร เช่น โรคโครห์น หรือโรคเซลิแอค ที่ทำให้ดูดซึมได้น้อยลง
- ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หนักเป็นเวลานาน
- คนที่กินผัก ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสีน้อย และปรับอาหารได้ยาก
ควรถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
- ผู้ที่ไตทำงานไม่ดี
- ผู้ที่กินยาในตารางหัวข้อ 2 อยู่
- หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- เด็ก ซึ่งมีขีดสูงสุดต่ำกว่าผู้ใหญ่มาก
- คนที่จะกินขนาดสูงกว่า 350 มก./วัน เช่น เพื่อไมเกรน
9. ข้อควรระวังก่อนกินแมกนีเซียม
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคือท้องเสีย คลื่นไส้ และปวดเกร็งท้อง ส่วนเรื่องที่ต้องระวังจริงจังคือไตที่ทำงานไม่ดี ยาที่ตีกัน และการได้แมกนีเซียมซ้ำซ้อนจากยาระบายหรือยาลดกรด ถ้ากินยาประจำอยู่ ให้ถามเภสัชกรเรื่องระยะห่างก่อนเริ่มทุกครั้ง
⚠️ ข้อควรระวัง
- ไตทำงานไม่ดี: ร่างกายขับแมกนีเซียมส่วนเกินได้น้อยลง เสี่ยงภาวะพิษจากแมกนีเซียมมากขึ้น ปรึกษาแพทย์ก่อนกินเสมอ
- ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลินและควิโนโลน: กินยาก่อนแมกนีเซียม 2 ชม. หรือหลัง 4-6 ชม.
- ยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต: กินห่างจากแมกนีเซียมอย่างน้อย 2 ชม.
- ยาไทรอยด์และยากาบาเพนติน: ฉลากยามีคำแนะนำเรื่องระยะห่างจากยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม ถามเภสัชกรก่อนกินแมกนีเซียมเสริม
- ยาขับปัสสาวะและยาลดกรดกลุ่ม PPI: เปลี่ยนระดับแมกนีเซียมในร่างกาย ให้แพทย์ติดตาม
- ขีดสูงสุดจากอาหารเสริม: ผู้ใหญ่ไม่ควรเกิน 350 มก./วัน จากอาหารเสริมและยารวมกัน ถ้าแพทย์ไม่ได้สั่ง (ไม่นับแมกนีเซียมจากอาหาร)
- ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก หรือมีโรคประจำตัว: ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
10. คำถามที่พบบ่อย
กินตอนไหนก็ได้ เรายังไม่เจองานทดลองในคนที่เทียบเช้ากับก่อนนอนตรง ๆ สิ่งที่มีหลักฐานมากกว่าคือกินพร้อมมื้ออาหาร แบ่งกินถ้าขนาดสูง และเว้นระยะจากยาบางกลุ่ม เลือกเวลาที่คุณกินได้ทุกวัน ไม่ชนกับยาประจำ และท้องรับได้ ก็เพียงพอแล้ว
กินพร้อมมื้ออาหารมีเหตุผลรองรับมากกว่า งานในผู้หญิง 10 คนพบว่าแมกนีเซียมจากน้ำแร่ดูดซึมได้ 52.3% เมื่อดื่มพร้อมมื้อ เทียบกับ 45.7% เมื่อดื่มเปล่า กินตอนท้องว่างก็ยังดูดซึมได้ แต่ถ้ากินแล้วไม่สบายท้อง ลองย้ายมากินพร้อมมื้อ
ที่ต้องระวังที่สุดคือยา ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลินและควิโนโลนควรกินก่อนแมกนีเซียม 2 ชั่วโมงหรือหลัง 4-6 ชั่วโมง ยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนตห่างอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ส่วนยาไทรอยด์ ยากาบาเพนติน ยาขับปัสสาวะ และยา PPI ควรถามเภสัชกรหรือแพทย์ก่อน
กินพร้อมแคลเซียมในปริมาณทั่วไปได้ งานในวัยรุ่นที่ได้แคลเซียม 1,667 มก./วัน ไม่พบผลต่อการดูดซึมแมกนีเซียม ส่วนซิงค์ขนาดสูงมากระดับ 142 มก./วัน มีงานหนึ่งพบว่าลดการดูดซึมแมกนีเซียม ส่วนแร่ธาตุในระดับที่ได้จากอาหารปกติ งานทบทวนยังไม่พบผลยับยั้งแบบเดียวกัน
จำนวนเม็ดขึ้นกับว่าเม็ดหนึ่งมีแมกนีเซียมจริง (elemental magnesium) กี่มิลลิกรัม ให้ดูตัวเลขนี้บนฉลาก แล้วนับรวมกับยาที่มีแมกนีเซียม ผู้ใหญ่ไม่ควรเกิน 350 มก./วัน จากอาหารเสริมและยา ถ้าแพทย์ไม่ได้สั่ง และไม่ควรกินเกินขนาดที่ฉลากแนะนำ
ท้องเสียเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดของแมกนีเซียมขนาดสูง โดยเฉพาะฟอร์มคาร์บอเนต คลอไรด์ กลูโคเนต และออกไซด์ ลองลดขนาดต่อครั้ง แบ่งกินพร้อมมื้ออาหาร และเช็กว่าไม่ได้กินยาระบายหรือยาลดกรดที่มีแมกนีเซียมซ้ำ ถ้ายังเป็นต่อเนื่อง ควรหยุดและปรึกษาแพทย์
สรุป
แมกนีเซียมกินตอนไหนก็ได้ ยังไม่มีงานที่ชี้ว่าเช้าหรือก่อนนอนดีกว่ากัน ให้เลือกกินพร้อมมื้ออาหาร แบ่งกินถ้าขนาดสูง เว้นระยะจากยาปฏิชีวนะบางกลุ่มและยากระดูกพรุน และจากอาหารเสริมรวมกับยาไม่เกิน 350 มก./วัน ถ้ากินยาประจำอยู่ ให้เภสัชกรช่วยจัดเวลาก่อนเริ่ม
📚 แหล่งอ้างอิง
8 แหล่ง
- NIH Office of Dietary Supplements: Magnesium Fact Sheet for Health Professionals
- PubMed: Mah J, Pitre T. Oral magnesium supplementation for insomnia in older adults: a Systematic Review & Meta-Analysis. BMC Complement Med Ther. 2021;21:125
- DailyMed: Synthroid (levothyroxine sodium) tablets, Prescribing Information
- DailyMed: Neurontin (gabapentin), Prescribing Information
- PubMed: Sabatier M, et al. Meal effect on magnesium bioavailability from mineral water in healthy women. Am J Clin Nutr. 2002;75(1):65-71
- PubMed Central: Schuchardt JP, Hahn A. Intestinal Absorption and Factors Influencing Bioavailability of Magnesium-An Update. Curr Nutr Food Sci. 2017;13(4):260-278
- PubMed: Fine KD, et al. Intestinal absorption of magnesium from food and supplements. J Clin Invest. 1991;88(2):396-402
- PubMed: Spencer H, Norris C, Williams D. Inhibitory effects of zinc on magnesium balance and magnesium absorption in man. J Am Coll Nutr. 1994;13(5):479-84
ข้อมูลเพื่อความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ บทความนี้สรุปจากงานวิจัยและแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงด้านบน ไม่ได้ใช้แทนการวินิจฉัยหรือรักษาโดยแพทย์ ก่อนเริ่มกินอาหารเสริมใด ๆ โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัว กินยาอยู่ ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
เขียนโดย เวล · ทีม mywellthy · อัปเดตล่าสุด 4 พ.ย. 2569




