
ประโยชน์วิตามินซีที่มีงานวิจัยในคนรองรับชัดที่สุด คือช่วยให้หวัดสั้นลงเล็กน้อยเมื่อกินเป็นประจำ และช่วยดูดซึมธาตุเหล็กจากพืช ส่วนเรื่องความดัน น้ำตาลในเลือด และกรดยูริก มีผลให้เห็นแต่หลักฐานยังจำกัด เรื่องผิวมีกลไกชัด แต่งานทดลองกินเสริมในคนยังน้อย
หน้านี้เราแยกงานวิจัยเป็นรายเป้าหมาย ใครกินวิตามินซีเพราะกลัวเป็นหวัด เพราะอยากให้ผิวดี หรือเพราะหมอให้กินธาตุเหล็ก จะได้รู้ว่าเรื่องของตัวเองมีหลักฐานหนักแค่ไหน และเม็ดใหญ่ขึ้นช่วยได้มากขึ้นจริงหรือเปล่า
TL;DRสรุปสั้นๆ อ่าน 30 วิ
งานวิจัยแต่ละเป้าหมายหนักเบาไม่เท่ากัน วิตามินซีไม่ได้ช่วยทุกเรื่องเท่ากัน
- ภูมิคุ้มกัน: กินประจำไม่ได้ทำให้คนทั่วไปเป็นหวัดน้อยลง แต่หวัดสั้นลงราว 8% ในผู้ใหญ่ (🟢)
- ผิว: จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจน แต่งานทดลองกินเสริมแล้ววัดผลที่ผิวในคนยังน้อย (⚪)
- ธาตุเหล็ก: ช่วยดูดซึมเหล็กจากพืช (🟢) แต่คนที่กินเม็ดธาตุเหล็กอยู่ งานทดลอง 440 คนไม่พบว่าต้องกินวิตามินซีเพิ่ม (🟡)
- กินเกิน 1 กรัม/วัน ร่างกายดูดซึมได้ไม่ถึงครึ่ง และผู้ใหญ่ไม่ควรเกิน 2,000 มก./วัน
ในบทความนี้
- ประโยชน์วิตามินซีมีเรื่องไหนบ้าง ภาพรวมรายเป้าหมาย
- เป้าหมายภูมิคุ้มกัน: หวัด คนออกแรงหนัก และปอดอักเสบ
- เป้าหมายผิว: คอลลาเจนและริ้วรอย
- เป้าหมายธาตุเหล็ก: ดูดซึมเหล็กจากพืช และคนที่กินเม็ดเหล็ก
- เป้าหมายอื่นที่มีงานวิจัย: ความดัน น้ำตาลในเลือด กรดยูริก ดวงตา
- เริ่มจากตรงไหนดี ถ้ามีเป้าหมายแล้ว
- เหมาะกับใคร / ไม่เหมาะกับใคร
- ข้อควรระวังก่อนกินวิตามินซีเพื่อหวังผล
- คำถามที่พบบ่อย
1. ประโยชน์วิตามินซีมีเรื่องไหนบ้าง ภาพรวมรายเป้าหมาย
วิตามินซีจำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจน การทำงานของภูมิคุ้มกัน และการดูดซึมธาตุเหล็กจากพืช แต่ “ร่างกายต้องใช้” กับ “กินเสริมแล้วดีขึ้น” เป็นคนละคำถามกัน ตารางนี้สรุปว่างานวิจัยเรื่องการกินเสริมในแต่ละเป้าหมายไปถึงไหนแล้ว
ถ้ายังไม่รู้จักวิตามินซีเลย เช่น ร่างกายต้องการวันละเท่าไหร่ หรือมีในอาหารอะไรบ้าง แนะนำให้อ่านพื้นฐานก่อนที่ วิตามินซี คืออะไร ช่วยอะไร? สรุปงานวิจัยแบบเข้าใจง่าย พร้อมปริมาณที่ควรได้ต่อวัน แล้วค่อยกลับมาดูรายเป้าหมายที่หน้านี้
| เป้าหมาย | งานวิจัยบอกว่า | ระดับหลักฐาน |
|---|---|---|
| หวัด (คนทั่วไป) | กินประจำไม่ได้ลดโอกาสเป็นหวัด แต่หวัดสั้นลงราว 8% ในผู้ใหญ่ และ 14% ในเด็ก | 🟢 หลักฐานค่อนข้างชัด (ว่าผลเล็ก) |
| ความรุนแรงของหวัด | ขนาดตั้งแต่ 1 กรัม/วัน ความรุนแรงของหวัดลดลงราว 15% (10 งานทดลอง) | 🟡 หลักฐานจำกัด |
| หวัด (คนออกแรงหนักมาก) | นักวิ่งมาราธอน นักสกี ทหาร เป็นหวัดน้อยลงราวครึ่งหนึ่ง (5 งาน 598 คน) | 🟡 หลักฐานจำกัด |
| ปอดอักเสบ | Cochrane ประเมินความเชื่อมั่นของหลักฐานว่า “ต่ำมาก” ยังสรุปไม่ได้ | ⚪ หลักฐานยังน้อย |
| ผิว / ริ้วรอย | งานสำรวจพบว่าคนที่กินวิตามินซีจากอาหารมากกว่า มีโอกาสผิวเหี่ยวย่นน้อยกว่า แต่เป็นงานสำรวจ ไม่ใช่งานทดลอง | ⚪ หลักฐานยังน้อย |
| ดูดซึมธาตุเหล็กจากพืช | ช่วยเพิ่มการดูดซึมเหล็กแบบนอนฮีม | 🟢 หลักฐานค่อนข้างชัด |
| เสริมคู่เม็ดธาตุเหล็ก (โลหิตจางจากขาดเหล็ก) | ฮีโมโกลบินขึ้นได้เท่ากันทั้งกินเหล็กอย่างเดียวและกินคู่วิตามินซี | 🟡 หลักฐานจำกัด (1 งานทดลอง) |
| ความดันเลือด | ตัวบนลดเฉลี่ย 3.84 และตัวล่าง 1.48 mmHg (29 งานทดลองระยะสั้น) | 🟡 หลักฐานจำกัด |
| น้ำตาลในเลือด (เบาหวานชนิดที่ 2) | HbA1c ลดลง 0.54% แต่ความเชื่อมั่นของหลักฐาน “ต่ำมาก” | ⚪ หลักฐานยังน้อย |
| กรดยูริก | ลดลงเฉลี่ย 0.35 มก./ดล. (13 งานทดลอง) แต่ผลต่างกันมากระหว่างงาน | 🟡 หลักฐานจำกัด |
| ดวงตา (จอประสาทตาเสื่อม) | สูตรรวมหลายสารที่มีวิตามินซี ชะลอการลุกลามในคนที่เสี่ยงสูง ไม่พบว่าช่วยลดการเกิดโรค | 🟡 หลักฐานจำกัด |
ป้ายเขียวในตารางมีแค่สองเรื่อง และหนึ่งในนั้นบอกว่า “ผลมีจริงแต่เล็ก” เหตุผลหลักคือร่างกายคุมระดับวิตามินซีไว้แน่น ถ้าได้จากอาหารพออยู่แล้ว การเติมเม็ดเข้าไปจึงมักไม่เปลี่ยนอะไรมาก (ดูหัวข้อ 6)
2. เป้าหมายภูมิคุ้มกัน: หวัด คนออกแรงหนัก และปอดอักเสบ
ถ้ากินวิตามินซีเป็นประจำ คนทั่วไปยังเป็นหวัดบ่อยเท่าเดิม แต่หวัดแต่ละครั้งอาจสั้นลงและเบาลงเล็กน้อย ข้อยกเว้นคือคนที่ร่างกายเจอความเครียดทางกายหนักมาก เช่น นักวิ่งมาราธอน ส่วนเรื่องปอดอักเสบ งานวิจัยยังน้อยและคุณภาพต่ำเกินกว่าจะสรุปได้
หวัดในคนทั่วไป
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟢 หลักฐานค่อนข้างชัด (ว่าผลเล็ก)
Cochrane Review (Hemilä & Chalker, 2013) รวมงานทดลองที่มีกลุ่มยาหลอกและใช้วิตามินซีตั้งแต่ 0.2 กรัม/วัน ในกลุ่มคนทั่วไป 10,708 คน การกินประจำไม่ได้ลดโอกาสเป็นหวัด (RR 0.97) แต่จาก 31 การเปรียบเทียบ หวัดสั้นลง 8% ในผู้ใหญ่ และ 14% ในเด็ก ส่วน 7 การเปรียบเทียบที่เริ่มกินหลังมีอาการแล้ว ไม่พบผลที่สม่ำเสมอต่อระยะเวลาหรือความรุนแรงของหวัด
ลองแปลงเป็นวันดู ถ้าหวัดของคุณปกติกินเวลา 7 วัน การสั้นลง 8% เท่ากับหายเร็วขึ้นราวครึ่งวัน และผลนี้เห็นเฉพาะคนที่กินเป็นประจำอยู่ก่อนแล้ว การรีบซื้อมากินตอนเริ่มเจ็บคอ งานวิจัยชุดนี้ไม่พบว่าช่วย
ความรุนแรงของอาการหวัด
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด
การวิเคราะห์อภิมานใน BMC Public Health (Hemilä & Chalker, 2023) รวม 15 การเปรียบเทียบจาก 10 งานทดลองแบบสุ่มปกปิดสองฝ่าย ที่ใช้วิตามินซีตั้งแต่ 1 กรัม/วัน พบว่าความรุนแรงของหวัดลดลง 15% เทียบกับยาหลอก และใน 5 การเปรียบเทียบที่แยกวัดได้ ผลเห็นในช่วงอาการหนัก แต่ไม่เห็นในช่วงอาการเบา ผู้วิจัยระบุเองว่างานนี้ไม่ได้ลงทะเบียนแผนวิเคราะห์ไว้ล่วงหน้า
ผล 15% มาจากขนาดตั้งแต่ 1 กรัม/วันขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายดูดซึมได้ไม่ถึงครึ่ง (ดูหัวข้อ 6) และเป็นกลุ่มงานที่เล็กกว่ารีวิวของ Cochrane ข้อนี้จึงยังเป็นป้ายเหลือง
คนที่ออกแรงหนักมาก
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด
ใน Cochrane Review ชิ้นเดียวกัน มี 5 งานทดลองในนักวิ่งมาราธอน นักสกี และทหารที่ฝึกในเขตหนาวจัด รวม 598 คน กลุ่มที่กินวิตามินซีประจำเป็นหวัดน้อยลงราวครึ่งหนึ่ง (RR 0.48) NIH ODS ระบุว่าขนาดที่ใช้ในงานกลุ่มนี้อยู่ระหว่าง 250 มก. ถึง 1 กรัม/วัน

ผลนี้ใช้กับคนที่ร่างกายรับภาระหนักเป็นช่วงสั้น ๆ คนทำงานออฟฟิศที่ออกกำลังกายตามปกติไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ NIH ODS ยังเสริมว่าคนที่ได้วิตามินซีไม่ถึงเกณฑ์ เช่น ผู้สูงอายุหรือคนสูบบุหรี่ อาจได้ประโยชน์มากกว่าคนทั่วไป
ปอดอักเสบ
🔬 งานวิจัยบอกว่า · ⚪ หลักฐานยังน้อย
Cochrane Review ฉบับปรับปรุง (Padhani et al., 2021) รวม 5 งานวิจัย ผู้เข้าร่วม 2,655 คน ทั้งงานที่ให้กินเสริมในคนทั่วไปและงานที่ให้ร่วมกับการดูแลในโรงพยาบาล ทุกงานมีความเสี่ยงต่ออคติสูงหรือไม่ชัดเจน ผู้วิจัยประเมินความเชื่อมั่นของหลักฐานว่า “ต่ำมาก” และสรุปว่ายังไม่แน่ใจว่าวิตามินซีมีผลต่อปอดอักเสบหรือไม่
ข้อนี้สำคัญกับคนที่ดูแลพ่อแม่สูงอายุ ปอดอักเสบเป็นเรื่องที่ต้องให้แพทย์ดูแล วิตามินซีเม็ดใช้แทนการไปพบแพทย์ไม่ได้
รายละเอียดงานวิจัยหวัดแต่ละชิ้น ขนาดที่ใช้ และกลุ่มที่อาจได้ประโยชน์ อยู่ในบทความ วิตามินซีกับภูมิคุ้มกันและหวัด งานวิจัยแต่ละชิ้นบอกอะไร
3. เป้าหมายผิว: คอลลาเจนและริ้วรอย
วิตามินซีจำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของผิวและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ข้อนี้ชัดเจน แต่ข้อมูลว่า “กินเสริมแล้วผิวดีขึ้น” ในคนที่ได้วิตามินซีพออยู่แล้ว ยังมาจากงานสำรวจและงานในห้องทดลองเป็นหลัก งานทดลองกินเสริมแล้ววัดผลที่ผิวในคนยังน้อย
NIH ODS ระบุว่าร่างกายต้องใช้วิตามินซีในการสร้างคอลลาเจน และคอลลาเจนเป็นส่วนสำคัญของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เกี่ยวกับการหายของแผล เห็นได้ชัดจากคนที่ขาดวิตามินซีรุนแรงจนเป็นโรคลักปิดลักเปิด จะมีแผลหายช้าและผิวหนาตัวผิดปกติ
🔬 งานวิจัยบอกว่า · ⚪ หลักฐานยังน้อย
บทความทบทวนใน Nutrients (Pullar et al., 2017) อธิบายว่าผิวปกติมีวิตามินซีสะสมในความเข้มข้นสูง ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและช่วยต้านความเสียหายจากรังสียูวี แต่ผู้เขียนระบุว่ายังเข้าใจได้ไม่ดีว่าการทาวิตามินซีได้ผลแค่ไหนเมื่อเทียบกับการได้จากอาหารให้พอ และการขาดหลักฐานยังจำกัดความเข้าใจเรื่องประโยชน์ต่อผิว
🔬 งานวิจัยบอกว่า · ⚪ หลักฐานยังน้อย (งานสำรวจ)
งานใน American Journal of Clinical Nutrition (Cosgrove et al., 2007) ใช้ข้อมูลผู้หญิงอเมริกัน 4,025 คน อายุ 40-74 ปี ที่แพทย์ผิวหนังตรวจผิว พบว่าคนที่กินวิตามินซีจากอาหารมากกว่า มีโอกาสผิวดูเหี่ยวย่นน้อยกว่า (OR 0.89) และผิวแห้งจากวัยน้อยกว่า (OR 0.93) หลังปรับเรื่องอายุ การโดนแดด และการใช้อาหารเสริมแล้ว

งานของ Cosgrove เป็นงานสำรวจ ณ จุดเวลาเดียว คนที่กินผักผลไม้เยอะอาจมีพฤติกรรมอื่นต่างจากคนกินน้อยด้วย จึงบอกได้แค่ว่า “สัมพันธ์กัน” ยังบอกไม่ได้ว่าวิตามินซีเป็นตัวทำให้ผิวดี และวัดจากอาหาร ไม่ใช่จากเม็ด
ถ้าเป้าหมายของคุณคือผิว จุดเริ่มที่สมเหตุสมผลคือได้วิตามินซีจากอาหารให้พอทุกวันก่อน ส่วนเรื่องคอลลาเจนในอาหารเสริมเอง เราสรุปงานวิจัยแยกไว้ที่ คอลลาเจน
กลไกที่วิตามินซีเกี่ยวกับคอลลาเจน และงานวิจัยด้านผิวแต่ละแบบ อยู่ในบทความ วิตามินซีอาจช่วยผิวได้อย่างไร ผ่านการสร้างคอลลาเจน
4. เป้าหมายธาตุเหล็ก: ดูดซึมเหล็กจากพืช และคนที่กินเม็ดเหล็ก
วิตามินซีช่วยให้ร่างกายดูดซึมเหล็กจากพืชได้ดีขึ้น ข้อนี้มีประโยชน์กับคนกินมังสวิรัติหรือกินเนื้อสัตว์น้อย แต่สำหรับคนที่ขาดเหล็กและกินเม็ดธาตุเหล็กตามที่แพทย์สั่งอยู่แล้ว งานทดลองแบบสุ่มชิ้นหนึ่งพบว่าการกินวิตามินซีเพิ่มไม่ได้ทำให้ค่าเลือดดีขึ้นต่างกัน
เหล็กจากอาหารพืช
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟢 หลักฐานค่อนข้างชัด
NIH ODS ระบุว่าวิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กแบบนอนฮีม (nonheme iron) ซึ่งเป็นรูปแบบของเหล็กที่อยู่ในอาหารจากพืช
เหล็กจากพืชดูดซึมได้ยากกว่าเหล็กจากเนื้อสัตว์ การกินผักใบเขียว ถั่ว หรือเต้าหู้ คู่กับผลไม้ที่มีวิตามินซีในมื้อเดียวกัน จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ไม่ต้องพึ่งเม็ดเสริม

คนที่กินเม็ดธาตุเหล็กอยู่แล้ว
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด (1 งานทดลอง)
งานทดลองแบบสุ่มใน JAMA Network Open (Li et al., 2020) ในผู้ใหญ่ที่เป็นโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก 440 คน (ผู้หญิง 96.8%) ให้กินเหล็ก 100 มก. ทุก 8 ชั่วโมง นาน 3 เดือน โดยกลุ่มหนึ่งกินคู่วิตามินซี 200 มก. หลัง 2 สัปดาห์ ฮีโมโกลบินเพิ่ม 2.00 ก./ดล. ในกลุ่มที่กินคู่ และ 1.84 ก./ดล. ในกลุ่มที่กินเหล็กอย่างเดียว ซึ่งผ่านเกณฑ์ว่า “เทียบเท่ากัน” ค่าเฟอร์ริตินหลัง 8 สัปดาห์และผลข้างเคียงก็ไม่ต่างกัน
งานนี้ทำที่โรงพยาบาลเดียวและผู้เข้าร่วมรู้ว่าตัวเองอยู่กลุ่มไหน จึงยังเป็นป้ายเหลือง แต่ก็พอบอกได้ว่าการกินวิตามินซีคู่เม็ดเหล็กไม่ใช่เงื่อนไขบังคับ ถ้าแพทย์สั่งเหล็กให้ ทำตามที่แพทย์แนะนำเป็นหลัก และอย่าเริ่มกินเม็ดธาตุเหล็กเองโดยไม่ได้ตรวจเลือด
การกินวิตามินซีคู่กับเหล็กหรือซิงค์ จับคู่แบบไหนมีเหตุผล และแบบไหนควรเว้นระยะ สรุปไว้ใน วิตามินซีกินคู่กับธาตุเหล็กหรือซิงค์ ได้ประโยชน์อะไร
5. เป้าหมายอื่นที่มีงานวิจัย: ความดัน น้ำตาลในเลือด กรดยูริก ดวงตา
นอกจากภูมิคุ้มกัน ผิว และธาตุเหล็ก ยังมีอีกสี่เรื่องที่มีงานทดลองในคน ทุกเรื่องมีผลให้เห็นบ้าง แต่ขนาดผลเล็ก งานส่วนใหญ่สั้นและเล็ก หรือใช้สูตรผสมหลายสาร จึงใช้แทนยาหรือการดูแลของแพทย์ไม่ได้ และงานทดลองส่วนใหญ่ยังไม่พบว่าช่วยลดโรคหัวใจ
ความดันเลือด
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด
การวิเคราะห์อภิมานใน American Journal of Clinical Nutrition (Juraschek et al., 2012) รวม 29 งานทดลองแบบสุ่ม ขนาดกลางที่ใช้ 500 มก./วัน ระยะเวลากลาง 8 สัปดาห์ พบว่าความดันตัวบนลดเฉลี่ย 3.84 mmHg และตัวล่าง 1.48 mmHg ในคนที่ความดันสูง ตัวบนลด 4.85 mmHg แต่แต่ละงานมีผู้เข้าร่วมแค่ 10-120 คน ผู้วิจัยระบุว่ายังต้องการงานระยะยาวที่วัดผลต่อโรคจริง
NIH ODS สรุปเพิ่มว่า งานทดลองส่วนใหญ่ไม่พบว่าวิตามินซีเสริมช่วยลดเหตุการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือด ตัวเลขความดันที่ลดลงเล็กน้อยจึงยังไม่ได้แปลว่า “หัวใจแข็งแรงขึ้น” ใครกินยาความดันอยู่ อย่าหยุดยาเองนะครับ
น้ำตาลในเลือด (คนเป็นเบาหวานชนิดที่ 2)
🔬 งานวิจัยบอกว่า · ⚪ หลักฐานยังน้อย
การวิเคราะห์อภิมานแบบประเมิน GRADE ใน Diabetes Care (Mason et al., 2021) รวม 28 งาน ผู้เข้าร่วม 1,574 คนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่า HbA1c ลดลง 0.54% แต่ความเชื่อมั่นของหลักฐาน “ต่ำมาก” ส่วนความดันตัวบนลดลง 6.27 mmHg ด้วยความเชื่อมั่นระดับปานกลาง งานส่วนใหญ่สั้นกว่า 6 เดือนและมีคนไม่ถึง 100 คน ผู้วิจัยสรุปว่ายังแนะนำให้ใช้วิตามินซีเสริมในคนเป็นเบาหวานไม่ได้ จนกว่าจะมีงานที่ใหญ่และนานกว่านี้
คนที่กินยาเบาหวานอยู่ ถ้าอยากลองวิตามินซีเสริม ให้บอกแพทย์ก่อน และไม่ควรลดหรือหยุดยาเอง
กรดยูริก
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด
การวิเคราะห์อภิมานใน Arthritis Care & Research (Juraschek et al., 2011) รวม 13 งานทดลองแบบสุ่ม ผู้เข้าร่วม 556 คน ขนาดกลาง 500 มก./วัน ระยะเวลากลาง 30 วัน พบว่ากรดยูริกในเลือดลดลงเฉลี่ย 0.35 มก./ดล. แต่ผลต่างกันมากระหว่างงานวิจัย (I² = 77%) และยังไม่มีข้อมูลว่าลดการเกิดเกาต์ได้หรือไม่
ผลขนาด 0.35 มก./ดล. ยังห่างจากการใช้แทนยา คนที่เป็นเกาต์หรือกรดยูริกสูงควรวางแผนกับแพทย์ ไม่ควรหวังให้วิตามินซีแทนยาลดกรดยูริก
ดวงตา (จอประสาทตาเสื่อมตามวัย)
🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด
NIH ODS สรุปงาน AREDS ซึ่งเป็นงานทดลองแบบสุ่มในผู้สูงอายุ 3,597 คน ที่ให้สูตรรวมวิตามินซี 500 มก. วิตามินอี 400 IU เบตาแคโรทีน 15 มก. ซิงค์ 80 มก. และทองแดง 2 มก. ติดตามเฉลี่ย 6.3 ปี กลุ่มที่เสี่ยงสูงต่อจอประสาทตาเสื่อมระยะรุนแรงมีความเสี่ยงลุกลามต่ำกว่ายาหลอก 28% แต่ข้อมูลโดยรวมไม่พบว่าวิตามินซีช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคตั้งแต่แรก
ผลนี้มาจากสูตรผสมห้าตัวในคนที่จักษุแพทย์วินิจฉัยแล้ว แยกไม่ออกว่าวิตามินซีช่วยแค่ไหน จึงไม่ใช่เหตุผลให้คนสายตาปกติซื้อวิตามินซีมากินเพื่อดวงตา
6. เริ่มจากตรงไหนดี ถ้ามีเป้าหมายแล้ว
ไม่ว่าเป้าหมายคืออะไร ลำดับที่ปลอดภัยคือ ดูว่าได้วิตามินซีจากอาหารพอไหม เช็กว่าอยู่กลุ่มที่ต้องการมากกว่าปกติหรือเปล่า เช็กยาและโรคประจำตัว แล้วค่อยเลือกขนาดที่ใกล้ความต้องการจริง เพราะเม็ดใหญ่ไม่ได้แปลว่าได้ประโยชน์มากขึ้นตามไปด้วย
- ดูอาหารก่อน ผู้ใหญ่ผู้ชายต้องการ 90 มก./วัน และผู้หญิง 75 มก./วัน แหล่งที่ดีคือพริกหวาน ส้ม กีวี บร็อกโคลี และสตรอว์เบอร์รี
- ดูว่าต้องการมากกว่าปกติไหม คนสูบบุหรี่ต้องการเพิ่มอีก 35 มก./วัน ส่วนคนที่กินผักผลไม้น้อยมากก็เสี่ยงได้ไม่พอ
- รู้ว่าร่างกายดูดซึมได้แค่ไหน ที่ 30-180 มก./วัน ดูดซึมได้ราว 70-90% แต่เกิน 1 กรัม/วัน ดูดซึมได้ไม่ถึง 50% ส่วนที่เหลือถูกขับออก
- ดูยาและโรคประจำตัว คนที่เคยเป็นนิ่ว มีโรคไต มีภาวะเหล็กเกิน หรือกำลังได้ยาคีโม ต้องถามแพทย์ก่อน (ดูหัวข้อ 8)
- ไม่เกินขีด ผู้ใหญ่รวมจากอาหารและอาหารเสริมไม่ควรเกิน 2,000 มก./วัน เรื่องเวลาที่กินและการแบ่งมื้อ อยู่ในหน้า วิตามินซีกินตอนไหน กินอย่างไรให้เหมาะ

NIH ODS ยังระบุว่า ที่ปริมาณตั้งแต่ราว 100 มก./วัน เซลล์ดูเหมือนจะอิ่มตัวแล้ว และที่ 200 มก./วันขึ้นไป ระดับในเลือดแทบไม่ขึ้นเพิ่ม ถ้าผู้เข้าร่วมงานทดลองได้วิตามินซีพออยู่แล้วตั้งแต่ต้น การกินเสริมก็แทบไม่เปลี่ยนผลที่วัดได้
7. เหมาะกับใคร / ไม่เหมาะกับใคร
วิตามินซีเสริมมีเหตุผลที่สุดในคนที่ได้จากอาหารไม่พอ หรือร่างกายต้องการมากกว่าปกติ ส่วนคนที่ได้จากผักผลไม้พออยู่แล้วและหวังผลเรื่องผิวหรือไม่เป็นหวัด หลักฐานยังไม่รองรับ และบางกลุ่มควรคุยกับแพทย์ก่อนกินขนาดสูง
อาจเหมาะกับ
- คนที่กินผักผลไม้น้อยมาก และปรับอาหารได้ยาก
- คนสูบบุหรี่ ซึ่งต้องการวิตามินซีมากกว่าคนทั่วไป 35 มก./วัน
- คนที่ออกแรงหนักมากเป็นช่วง ๆ เช่น นักวิ่งระยะไกล
- คนกินมังสวิรัติที่อยากช่วยการดูดซึมเหล็กจากพืช (เริ่มจากอาหารก่อนได้)
ไม่เหมาะ หรือต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
- คนที่เคยเป็นนิ่วในไต หรือมีโรคไต
- คนที่มีภาวะเหล็กเกินทางพันธุกรรม (ฮีโมโครมาโทซิส)
- คนที่กำลังได้ยาคีโมหรือฉายรังสี หรือใช้ยาสแตตินคู่ไนอาซิน
- คนที่หวังให้วิตามินซีแทนยาความดัน ยาเบาหวาน ยาลดกรดยูริก หรือการไปพบแพทย์
8. ข้อควรระวังก่อนกินวิตามินซีเพื่อหวังผล
วิตามินซีมีพิษต่ำ ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของขนาดสูงคือท้องเสีย คลื่นไส้ และปวดเกร็งท้อง จากวิตามินซีที่ไม่ถูกดูดซึมค้างอยู่ในลำไส้ เรื่องที่ต้องระวังจริงจังคือคนที่มีโรคไต ภาวะเหล็กเกิน และคนที่ได้ยาบางกลุ่ม
⚠️ ข้อควรระวัง
- ขนาดสูงกับท้องไส้: ท้องเสีย คลื่นไส้ ปวดท้อง มักเกิดเมื่อกินขนาดสูง ถ้าเป็นบ่อยอาจเป็นสัญญาณว่าได้มากเกินไป
- โรคไตหรือเคยเป็นนิ่ว: วิตามินซีขนาดสูงอาจเพิ่มการขับออกซาเลตและกรดยูริกทางปัสสาวะ ซึ่งอาจเกี่ยวกับนิ่ว โดยเฉพาะคนที่ไตทำงานผิดปกติ ปรึกษาแพทย์ก่อน
- ภาวะเหล็กเกินทางพันธุกรรม: วิตามินซีขนาดสูงต่อเนื่องอาจทำให้เหล็กสะสมมากขึ้นจนเนื้อเยื่อเสียหาย
- ยาคีโมและการฉายรังสี: การใช้สารต้านอนุมูลอิสระระหว่างนี้ยังเป็นที่ถกเถียง ต้องถามแพทย์ผู้ดูแลก่อน
- ยาสแตตินคู่ไนอาซิน: วิตามินซีร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระอื่นอาจลดการเพิ่มของไขมันดี HDL จากยาคู่นี้
- ขีดสูงสุด: ผู้ใหญ่ไม่ควรเกิน 2,000 มก./วัน รวมจากอาหารและอาหารเสริม เด็กมีขีดต่ำกว่านี้มาก
- ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีโรคประจำตัว: ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนกินเสริม
ถ้ากินยาประจำอยู่ วิธีง่ายที่สุดคือถือขวดอาหารเสริมไปให้เภสัชกรดูตอนรับยา จะได้เช็กทั้งชนิดและเวลากินในครั้งเดียว
9. คำถามที่พบบ่อย
เรื่องที่หลักฐานชัดที่สุดคือการช่วยดูดซึมธาตุเหล็กจากพืช และการทำให้หวัดสั้นลงเล็กน้อยเมื่อกินเป็นประจำ ราว 8% ในผู้ใหญ่ ส่วนความดัน กรดยูริก และความรุนแรงของหวัด มีผลให้เห็นแต่หลักฐานยังจำกัด เรื่องผิวและน้ำตาลในเลือด หลักฐานยังน้อย
จาก Cochrane Review ปี 2013 การเริ่มกินหลังมีอาการแล้ว ไม่พบผลที่สม่ำเสมอต่อระยะเวลาหรือความรุนแรงของหวัด ผลที่เห็นคือในคนที่กินประจำอยู่ก่อน ซึ่งหวัดสั้นลงราว 8% ในผู้ใหญ่ ถ้ามีไข้สูง หายใจลำบาก หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์
ยังตอบได้ไม่เต็มปาก วิตามินซีจำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจน และงานสำรวจผู้หญิง 4,025 คนพบว่าคนที่กินวิตามินซีจากอาหารมาก มีโอกาสผิวเหี่ยวย่นน้อยกว่า แต่เป็นงานสำรวจ ไม่ใช่งานทดลอง งานกินเสริมแล้ววัดผลที่ผิวในคนยังน้อย การได้จากอาหารให้พอทุกวันจึงเป็นจุดเริ่มที่สมเหตุสมผลกว่า
ไม่จำเป็นเสมอไป งานทดลองในผู้ใหญ่ที่โลหิตจางจากขาดเหล็ก 440 คน พบว่าฮีโมโกลบินเพิ่มขึ้นเทียบเท่ากันทั้งกินเหล็กอย่างเดียวและกินคู่วิตามินซี 200 มก. แต่เป็นงานเดียว ถ้าแพทย์สั่งเหล็กให้ ทำตามคำแนะนำของแพทย์ และอย่าเริ่มกินเม็ดเหล็กเองโดยไม่ตรวจเลือด
ไม่จำเป็น ร่างกายดูดซึมได้ราว 70-90% ที่ขนาด 30-180 มก./วัน แต่เกิน 1 กรัม/วัน จะดูดซึมได้ไม่ถึง 50% และเซลล์อิ่มตัวตั้งแต่ราว 100 มก./วัน ขนาดสูงยังทำให้ท้องเสียได้ ผู้ใหญ่จึงไม่ควรเกิน 2,000 มก./วัน และคนที่มีโรคไตควรถามแพทย์ก่อน
มีผลเล็กน้อยในงานระยะสั้น งานรวม 29 ชิ้นพบความดันตัวบนลดเฉลี่ย 3.84 mmHg ส่วนในคนเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ค่า HbA1c ลดลง 0.54% แต่ความเชื่อมั่นของหลักฐานต่ำมาก จึงใช้แทนยาไม่ได้ คนที่กินยาอยู่ไม่ควรหยุดยาเอง และควรบอกแพทย์ก่อนเริ่มอาหารเสริม
สรุป
ประโยชน์วิตามินซีขึ้นกับเป้าหมาย การดูดซึมเหล็กจากพืชและหวัดที่สั้นลงเล็กน้อยมีหลักฐานชัดที่สุด ความดัน กรดยูริก และความรุนแรงของหวัดยังจำกัด ส่วนผิว น้ำตาลในเลือด และปอดอักเสบยังมีหลักฐานน้อย เริ่มจากผักผลไม้ก่อน เลือกขนาดที่ใกล้ความต้องการจริง และไม่เกิน 2,000 มก./วัน
📚 แหล่งอ้างอิง
10 แหล่ง
- NIH Office of Dietary Supplements: Vitamin C Fact Sheet for Health Professionals (updated July 31, 2025)
- PubMed: Hemilä H, Chalker E. Vitamin C for preventing and treating the common cold. Cochrane Database Syst Rev. 2013
- PubMed: Hemilä H, Chalker E. Vitamin C reduces the severity of common colds: a meta-analysis. BMC Public Health. 2023;23:2468
- PubMed: Padhani ZA, et al. Vitamin C supplementation for prevention and treatment of pneumonia. Cochrane Database Syst Rev. 2021
- PubMed: Pullar JM, Carr AC, Vissers MCM. The Roles of Vitamin C in Skin Health. Nutrients. 2017;9(8):866
- PubMed: Cosgrove MC, et al. Dietary nutrient intakes and skin-aging appearance among middle-aged American women. Am J Clin Nutr. 2007;86(4):1225-31
- PubMed: Li N, et al. The Efficacy and Safety of Vitamin C for Iron Supplementation in Adult Patients With Iron Deficiency Anemia: A Randomized Clinical Trial. JAMA Netw Open. 2020;3(11):e2023644
- PubMed: Juraschek SP, et al. Effects of vitamin C supplementation on blood pressure: a meta-analysis of randomized controlled trials. Am J Clin Nutr. 2012;95(5):1079-88
- PubMed: Mason SA, Keske MA, Wadley GD. Effects of Vitamin C Supplementation on Glycemic Control and Cardiovascular Risk Factors in People With Type 2 Diabetes: A GRADE-Assessed Systematic Review and Meta-analysis. Diabetes Care. 2021;44(2):618-630
- PubMed: Juraschek SP, Miller ER 3rd, Gelber AC. Effect of oral vitamin C supplementation on serum uric acid: a meta-analysis of randomized controlled trials. Arthritis Care Res. 2011;63(9):1295-306
ข้อมูลเพื่อความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ บทความนี้สรุปจากงานวิจัยและแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงด้านบน ไม่ได้ใช้แทนการวินิจฉัยหรือรักษาโดยแพทย์ ก่อนเริ่มกินอาหารเสริมใด ๆ โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัว กินยาอยู่ ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
เขียนโดย เวล · ทีม mywellthy · อัปเดตล่าสุด 4 พ.ย. 2569




