หน้าแรก › บทความ › วิตามินและแร่ธาตุ › วิตามินซี ควรกินตอนไหน? เช้าหรือก่อนนอน ก่อนหรือหลังอาหาร และกินครั้งละเท่าไหร่ถึงดูดซึมได้ดี

วิตามินซี ควรกินตอนไหน? เช้าหรือก่อนนอน ก่อนหรือหลังอาหาร และกินครั้งละเท่าไหร่ถึงดูดซึมได้ดี

แชร์บทความนี้
เวลชี้นาฬิกายามเช้าที่โต๊ะอาหารเช้ากับส้มและฝรั่ง ข้างเวลลี่ถือป้าย Vitamin C สื่อถึงเวลากินวิตามินซี

วิตามินซีควรกินตอนไหน คำตอบจากงานวิจัยคือ ยังไม่มีเวลาไหนที่พิสูจน์ว่าดีกว่ากัน เช้าหรือก่อนนอนกินได้เหมือนกัน ตัวที่มีผลจริงคือขนาดต่อครั้ง ร่างกายดูดซึมวิตามินซีขนาดกลางได้ 70-90% แต่ถ้าเกิน 1 กรัมต่อวัน จะดูดซึมได้ไม่ถึงครึ่ง ส่วนที่เหลือออกไปทางปัสสาวะ

คำถามที่ควรถามต่อจึงเป็น “กินครั้งละเท่าไหร่ กินคู่กับอะไร และใครต้องระวัง” ซึ่งแต่ละข้อมีงานวิจัยตอบได้ชัดกว่าเรื่องเวลาครับ

TL;DRสรุปสั้นๆ อ่าน 30 วิ

ไม่มีงานวิจัยยืนยันว่ากินเวลาไหนดีกว่า เลือกเวลาที่ทำได้สม่ำเสมอทุกวัน

  • ขนาดต่อครั้ง: 200 มก. ร่างกายดูดซึมได้ครบ ตั้งแต่ 500 มก. ต่อครั้งขึ้นไป ดูดซึมได้น้อยลง
  • ต่อวัน: ผู้ใหญ่ต้องการ 75-90 มก. เพดาน (UL) อยู่ที่ 2,000 มก./วัน
  • กินทุกวัน vs กินตอนป่วย: กินประจำช่วยให้หวัดสั้นลงราว 8% ในผู้ใหญ่ แต่เริ่มกินตอนมีอาการแล้วไม่พบผลที่สม่ำเสมอ
  • ถามแพทย์ก่อน: เคยเป็นนิ่วในไต มีภาวะเหล็กเกิน ได้ยาคีโมหรือฉายรังสี หรือกินยาสแตตินคู่ไนอาซิน

ในบทความนี้

  1. วิตามินซีควรกินตอนไหน: เช้า กลางวัน หรือก่อนนอน
  2. ก่อนอาหาร หลังอาหาร หรือตอนท้องว่าง
  3. กินครั้งเดียวหรือแบ่งกิน: ร่างกายดูดซึมวิตามินซีอย่างไร
  4. กินทุกวัน หรือรอกินตอนเริ่มเป็นหวัด
  5. ต่อวันควรได้เท่าไหร่ และเพดานที่ไม่ควรเกิน
  6. วิตามินซีกินคู่กับอะไรดี อะไรควรระวัง
  7. เหมาะกับใคร / ไม่เหมาะกับใคร
  8. ข้อควรระวังก่อนกินวิตามินซี
  9. คำถามที่พบบ่อย

1. วิตามินซีควรกินตอนไหน: เช้า กลางวัน หรือก่อนนอน

ยังไม่มีงานวิจัยในคนที่เทียบแล้วพบว่ากินวิตามินซีตอนเช้าดีกว่าก่อนนอน หรือกลับกัน แหล่งข้อมูลหลักอย่าง NIH Office of Dietary Supplements ก็ไม่ได้กำหนดเวลากินไว้ สิ่งที่แหล่งข้อมูลเดียวกันพูดถึงชัดคือขนาดต่อวันและการดูดซึม

ถ้าดูจากกลไก วิตามินซีละลายน้ำ และ NIH ODS ระบุว่าทั้งร่างกายมีวิตามินซีสะสมอยู่ราว 300 มก. (ช่วงใกล้ขาด) ถึงประมาณ 2 กรัมเท่านั้น ร่างกายคุมระดับในเลือดและเนื้อเยื่อไว้แน่น ส่วนที่ดูดซึมแล้วเกินความต้องการจะถูกขับออกทางปัสสาวะ ความต่างระหว่าง “เช้า” กับ “เย็น” จึงไม่ใช่ตัวแปรหลัก ตัวแปรหลักคือคุณได้วิตามินซีพอทุกวันหรือเปล่า

แก้วน้ำส้มกับส้มผ่าครึ่งบนโต๊ะมื้อเช้า สื่อการกินวิตามินซีให้เป็นเวลาเดิมทุกวัน

เราเลยแนะนำให้เลือกเวลาตามชีวิตจริงของคุณ ใครกินข้าวเช้าเป็นเวลา จะผูกไว้กับมื้อเช้าก็ได้ ใครข้ามมื้อเช้าบ่อย ผูกกับมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นจะจำง่ายกว่า เวลาที่ทำได้ทุกวันสำคัญกว่าเวลาที่ฟังดูดีแต่ลืมบ่อย

ส่วนข้อสงสัยว่ากินก่อนนอนแล้วจะนอนไม่หลับไหม เราไม่พบงานวิจัยที่บอกว่าวิตามินซีรบกวนการนอน และก็ไม่พบงานที่บอกว่ากินก่อนนอนดีกว่า ถ้ากินตอนกลางคืนแล้วรู้สึกแสบท้อง ลองย้ายไปกินพร้อมมื้ออาหารแทน

2. ก่อนอาหาร หลังอาหาร หรือตอนท้องว่าง

วิตามินซีกินได้ทั้งก่อนอาหาร หลังอาหาร และตอนท้องว่าง เพราะยังไม่มีงานวิจัยในคนที่เทียบการดูดซึมแบบกินพร้อมอาหารกับตอนท้องว่างโดยตรง แต่การกินพร้อมมื้อที่มีผัก ถั่ว หรือธัญพืช มีข้อดีที่มีหลักฐานรองรับ คือช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากพืชได้ดีขึ้น

กินพร้อมมื้ออาหาร: ได้เรื่องธาตุเหล็กจากพืช

🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟢 หลักฐานค่อนข้างชัด (เรื่องกลไก) · 🟡 หลักฐานจำกัด (ผลระยะยาว)
NIH ODS ระบุว่าวิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กแบบนอนฮีม (nonheme iron) ซึ่งเป็นเหล็กรูปแบบที่อยู่ในอาหารจากพืช แต่งานทดลองของ Cook & Reddy (2001) ใน 12 คน ที่วัดการดูดซึมเหล็กจากอาหารครบทุกมื้อนาน 5 วัน พบว่าแม้ปรับวิตามินซีจากอาหารให้อยู่ระหว่าง 51-247 มก./วัน ค่าเฉลี่ยการดูดซึมเหล็กก็ไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ผู้วิจัยสรุปว่าผลช่วยดูดซึมเหล็กเมื่อกินเป็นอาหารครบวัน “น้อยกว่ามาก” เมื่อเทียบกับการทดสอบแบบมื้อเดียว

ผลนี้มีประโยชน์จริงกับคนที่กินมังสวิรัติ หรือกินเนื้อสัตว์น้อย เพราะเหล็กส่วนใหญ่ในจานมาจากพืช การกินวิตามินซีพร้อมมื้อนั้นจึงคุ้มกว่ากินแยกตอนท้องว่าง แต่อย่าคาดหวังว่าจะเปลี่ยนค่าเลือดได้มาก ถ้าสงสัยว่าขาดธาตุเหล็ก ควรให้แพทย์ตรวจ

สลัดผักใบเขียวในชาม สื่อการกินวิตามินซีพร้อมมื้ออาหาร

ถ้ากินแล้วแสบท้องหรือท้องเสีย

NIH ODS ระบุว่าอาการที่พบบ่อยที่สุดของวิตามินซีขนาดสูง คือท้องเสีย คลื่นไส้ และปวดเกร็งท้อง สาเหตุคือวิตามินซีที่ไม่ถูกดูดซึมค้างอยู่ในลำไส้แล้วดึงน้ำเข้ามา ตัวแปรแรกที่ควรปรับจึงเป็นขนาดต่อครั้ง ส่วนการย้ายไปกินพร้อมอาหารเพื่อลดอาการ เราไม่เจองานวิจัยที่ทดสอบเรื่องนี้ตรง ๆ ลองได้ แต่ถือเป็นการลองดูทีละขั้น

🔬 งานวิจัยบอกว่า · ⚪ หลักฐานยังน้อย
งานทดลองแบบสุ่มปกปิดสองฝ่ายสลับกลุ่ม (Gruenwald et al., 2006) ในอาสาสมัคร 50 คนที่ไวต่ออาหารรสเปรี้ยว ให้วิตามินซี 1,000 มก. ในรูปแคลเซียมแอสคอร์เบตสูตรหนึ่ง เทียบกับกรดแอสคอร์บิกธรรมดา อย่างละ 3 วัน พบอาการไม่สบายบริเวณลิ้นปี่รวม 88 ครั้ง เกิดหลังกินสูตรแคลเซียมแอสคอร์เบต 33 ครั้ง (37.5%) และหลังกินกรดแอสคอร์บิก 55 ครั้ง (62.5%) งานนี้สั้นและเล็ก จึงยังสรุปเป็นกฎทั่วไปไม่ได้

คนท้องไวจึงมีทางเลือกให้ลองตามลำดับ ลดขนาดต่อครั้งก่อน แล้วค่อยลองกินพร้อมอาหาร หรือเปลี่ยนไปใช้รูปแบบเกลือแอสคอร์เบต ถ้ายังแสบท้องอยู่ ควรหยุดแล้วปรึกษาเภสัชกร

แบบเคี้ยวและแบบเม็ดฟู่

วิตามินซีแบบเคี้ยวมีความเป็นกรดสูงและสัมผัสฟันโดยตรง มีรายงานผู้ป่วย 1 ราย (Giunta, 1983) ที่เคลือบฟันสึกกร่อนรุนแรง ซึ่งผู้เขียนรายงานเชื่อมโยงกับการเคี้ยววิตามินซีทุกวันนาน 3 ปี รายงานผู้ป่วยรายเดียวยังบอกไม่ได้ว่าเกิดกับทุกคน (⚪ หลักฐานยังน้อย) และ NIH ODS ระบุว่ารายงานผลข้างเคียงบางข้อของวิตามินซีขนาดสูง รวมถึงเรื่องเคลือบฟัน ยังไม่ได้รับการยืนยันจากการศึกษาเพิ่มเติม แต่ถ้าคุณชอบแบบเคี้ยวและกินทุกวัน การสลับไปใช้แบบเม็ดกลืนก็เป็นทางเลือกที่ทำได้ง่าย

โฆษณา

3. กินครั้งเดียวหรือแบ่งกิน: ร่างกายดูดซึมวิตามินซีอย่างไร

NIH ODS ระบุว่าลำไส้ดูดซึมวิตามินซีผ่านตัวขนส่งเฉพาะที่ทำงานขึ้นกับขนาด ยิ่งกินครั้งละมาก สัดส่วนที่ดูดซึมได้ยิ่งลดลง งานวิจัยพบว่า 200 มก. ต่อครั้งร่างกายดูดซึมได้ครบ แต่ตั้งแต่ 500 มก. ต่อครั้งขึ้นไป การดูดซึมลดลง และส่วนที่ดูดซึมได้ก็ถูกขับออกทางปัสสาวะมากขึ้น

🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด
งานวิจัยใน PNAS (Levine et al., 1996) ให้อาสาสมัครสุขภาพดี 7 คนอยู่โรงพยาบาลนาน 4-6 เดือน กินอาหารที่มีวิตามินซีไม่ถึง 5 มก./วัน แล้วค่อย ๆ เพิ่มวิตามินซี 7 ระดับ ตั้งแต่ 30 ถึง 2,500 มก./วัน พบว่าขนาด 200 มก. ต่อครั้งดูดซึมได้ครบ ตั้งแต่ 500 มก. ต่อครั้งขึ้นไปดูดซึมได้น้อยลง เม็ดเลือดขาวอิ่มตัวด้วยวิตามินซีที่ 100 มก./วัน ระดับในเลือดอิ่มตัวเต็มที่ที่ 1,000 มก./วัน และการขับออกซาเลตกับกรดยูริกทางปัสสาวะสูงขึ้นที่ 1,000 มก./วัน ผู้วิจัยสรุปว่าขนาดที่เกิน 400 มก./วัน “ไม่เห็นประโยชน์ชัดเจน”

NIH ODS สรุปในทางเดียวกันว่า ที่ปริมาณ 30-180 มก./วัน ร่างกายดูดซึมได้ราว 70-90% แต่ถ้าเกิน 1 กรัมต่อวัน จะดูดซึมได้ไม่ถึง 50% และแบบจำลองยังคาดว่า ต่อให้กินครั้งละ 3 กรัมทุก 4 ชั่วโมง ระดับวิตามินซีในเลือดก็ขึ้นได้แค่ราว 220 ไมโครโมล/ลิตร

ตัวเลขชุดนี้บอกเราสองอย่าง อย่างแรก เม็ดขนาด 1,000 มก. ไม่ได้ให้วิตามินซีเข้าร่างกายมากกว่าเม็ด 500 มก. ถึงสองเท่า อย่างที่สอง ถ้าแพทย์แนะนำให้กินวันละหลายร้อยมิลลิกรัมด้วยเหตุผลเฉพาะ การแบ่งเป็นครั้งเล็ก ๆ หลายมื้อน่าจะใช้ประโยชน์ได้มากกว่ากินรวดเดียว (เป็นการอนุมานจากข้อมูลการดูดซึมข้างบน ยังไม่มีงานเทียบตรง ๆ ว่าผลต่อสุขภาพต่างกัน)

ส่วนคนทั่วไปที่กินผักผลไม้อยู่แล้ว ตัวเลข 100-200 มก./วันก็ทำให้เซลล์อิ่มตัวแล้ว คำถามเรื่องเม็ด 1,000 มก. ควรกินวันละกี่เม็ด เราแยกรายละเอียดไว้ในหน้า วิตามินซี 1000 mg กินวันละกี่เม็ด และเพดานต่อวันที่ไม่ควรเกิน

4. กินทุกวัน หรือรอกินตอนเริ่มเป็นหวัด

ถ้าเป้าหมายคือเรื่องหวัด งานวิจัยชี้ว่าการกินเป็นประจำทุกวันให้ผลชัดกว่าการรอกินตอนเริ่มมีอาการ การกินประจำช่วยให้หวัดหายเร็วขึ้นเล็กน้อย ส่วนการเริ่มกินหลังมีอาการแล้ว ยังไม่พบผลที่สม่ำเสมอ และในคนทั่วไป การกินประจำไม่ได้ทำให้เป็นหวัดน้อยลง

🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟢 หลักฐานค่อนข้างชัด (ว่าผลเล็ก)
Cochrane Review (Hemilä & Chalker, 2013) รวมงานทดลองที่มีกลุ่มยาหลอก และใช้วิตามินซีอย่างน้อย 200 มก./วัน ในการเปรียบเทียบ 29 ชุด ผู้เข้าร่วม 11,306 คน พบว่าการกินประจำไม่ลดโอกาสเป็นหวัดในคนทั่วไป (RR 0.97) แต่หวัดสั้นลง 8% ในผู้ใหญ่ และ 14% ในเด็ก ส่วนงานที่เริ่มให้วิตามินซีหลังมีอาการแล้ว 7 ชุด (3,249 ครั้งที่เป็นหวัด) ไม่พบผลที่สม่ำเสมอต่อระยะเวลาหรือความรุนแรง ข้อยกเว้นคือนักวิ่งมาราธอน นักสกี และทหารที่ฝึกในเขตหนาวจัด 598 คน ที่เป็นหวัดน้อยลงราวครึ่งหนึ่ง (RR 0.48)

ถ้าหวัดของคุณปกติกินเวลา 7 วัน ลดลง 8% ก็เท่ากับหายเร็วขึ้นราวครึ่งวัน และต้องกินมาก่อนป่วยแล้ว ไม่ใช่รีบซื้อมากินตอนเริ่มเจ็บคอ ผู้วิจัยเองเขียนไว้ว่ายังมีงานแบบเริ่มกินตอนป่วยน้อย ผลจึงยังไม่ปิดประเด็น

ภาพรวมว่าวิตามินซีอาจช่วยเรื่องอะไรได้บ้างนอกจากหวัด เราสรุปแยกไว้ที่ ประโยชน์วิตามินซีตามเป้าหมาย ทั้งภูมิคุ้มกันและผิว

5. ต่อวันควรได้เท่าไหร่ และเพดานที่ไม่ควรเกิน

ผู้ใหญ่ผู้ชายต้องการวิตามินซี 90 มก./วัน ผู้หญิง 75 มก./วัน ตามค่าที่ NIH ODS ใช้ ส่วนเพดานที่ไม่ควรเกินต่อเนื่อง (UL) ของผู้ใหญ่คือ 2,000 มก./วัน นับรวมทั้งจากอาหารและอาหารเสริม ค่าในบทความนี้เป็นค่าของสหรัฐฯ เพราะเรายังยืนยันค่าของกรมอนามัย ปี 2563 จากเอกสารต้นฉบับไม่ได้

กลุ่ม ต้องการต่อวัน เพดาน (UL) ต่อวัน
ผู้ชาย 19 ปีขึ้นไป 90 มก. 2,000 มก.
ผู้หญิง 19 ปีขึ้นไป 75 มก. 2,000 มก.
ตั้งครรภ์ (19 ปีขึ้นไป) 85 มก. 2,000 มก.
ให้นมบุตร (19 ปีขึ้นไป) 120 มก. 2,000 มก.
วัยรุ่น 14-18 ปี (ชาย / หญิง) 75 / 65 มก. 1,800 มก.
คนสูบบุหรี่ บวกเพิ่มอีก 35 มก. ตามช่วงอายุ

ที่มา: NIH ODS (อิงค่า Food and Nutrition Board) · เด็กมีเพดานต่ำกว่ามาก คือ 400 มก. (1-3 ปี) 650 มก. (4-8 ปี) และ 1,200 มก. (9-13 ปี) · ตารางเต็มทุกช่วงวัยอยู่ในหน้าหลัก

กีวี ส้ม มะนาว และผลไม้ตระกูลส้มผ่าครึ่ง แหล่งวิตามินซีที่ช่วยให้ได้ปริมาณพอต่อวัน

ช่องว่างระหว่าง 90 กับ 2,000 มก. ดูกว้าง ทั้งที่คนจำนวนมากอาจไม่ต้องกินเสริมเลย NIH ODS ระบุว่าผักผลไม้หลากหลาย 5 ส่วนต่อวัน ให้วิตามินซีได้มากกว่า 200 มก. คนที่กินผักผลไม้ทุกมื้ออาจได้พอแล้วโดยไม่ต้องกินเสริม และงานทบทวนใน Nutrients (Carr & Vissers, 2013) พบว่างานในคนแบบวัดระดับคงที่ทุกงาน ไม่พบความต่างของการดูดซึมระหว่างวิตามินซีสังเคราะห์กับวิตามินซีจากอาหาร

ถ้ากินวิตามินรวม เครื่องดื่มเติมวิตามินซี และวิตามินซีเม็ดพร้อมกัน อย่าลืมรวมทุกแหล่งก่อนเทียบกับเพดาน ความต้องการพื้นฐาน อาหารที่มีวิตามินซีสูง และตารางเต็มทุกช่วงวัย อยู่ในบทความหลัก วิตามินซี คืออะไร ช่วยอะไร? สรุปงานวิจัยแบบเข้าใจง่าย พร้อมปริมาณที่ควรได้ต่อวัน

6. วิตามินซีกินคู่กับอะไรดี อะไรควรระวัง

วิตามินซีกินคู่กับมื้อหลักได้ดี และกินพร้อมวิตามินรวมได้ถ้ารวมแล้วไม่เกินเพดาน แต่ต้องระวังเมื่อได้ยาคีโมหรือฉายรังสี กินยาสแตตินคู่ไนอาซิน หรือมีภาวะเหล็กเกิน ส่วนการกินคู่ยาเม็ดธาตุเหล็ก งานทดลองพบว่าไม่ได้เพิ่มผล

กับยาเม็ดธาตุเหล็ก

🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด
งานทดลองแบบสุ่มใน JAMA Network Open (Li et al., 2020) ในผู้ใหญ่ 440 คนที่เป็นโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก ให้ยาเม็ดธาตุเหล็ก 100 มก. คู่กับวิตามินซี 200 มก. หรือยาเม็ดธาตุเหล็กอย่างเดียว ทุก 8 ชั่วโมงนาน 3 เดือน หลัง 2 สัปดาห์ ฮีโมโกลบินเพิ่มขึ้น 2.00 กับ 1.84 ก./ดล. ต่างกัน 0.16 ก./ดล. ซึ่งผู้วิจัยถือว่าได้ผลเทียบเท่ากัน และผลข้างเคียงไม่ต่างกัน งานนี้เป็นแบบเปิด (ผู้เข้าร่วมรู้ว่าได้อะไร) และทำในโรงพยาบาลแห่งเดียว

ถ้าแพทย์สั่งยาธาตุเหล็กให้ ไม่ต้องหาวิตามินซีมากินคู่เอง ให้กินตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ ส่วนเรื่องวิตามินซีกับธาตุเหล็กจากอาหาร ดูหัวข้อ 2

ผักโขมสดในชามไม้ ผักที่มีธาตุเหล็กจากพืชซึ่งควรกินคู่วิตามินซี

กับคอลลาเจน

NIH ODS ระบุว่าร่างกายต้องใช้วิตามินซีในการสร้างคอลลาเจน คนจึงนิยมกินคู่กัน งานที่ถูกอ้างบ่อยคืองานทดลองใน American Journal of Clinical Nutrition (Shaw et al., 2017) ในผู้ชายสุขภาพดีเพียง 8 คน ที่ดื่มเจลาตินเสริมวิตามินซี 15 กรัม 1 ชั่วโมงก่อนกระโดดเชือก 6 นาที แล้วพบตัวบ่งชี้การสร้างคอลลาเจนในเลือดเพิ่มเป็น 2 เท่า แต่งานนี้ไม่ได้แยกผลของวิตามินซีออกจากเจลาติน (⚪ หลักฐานยังน้อย) รายละเอียดเรื่องจังหวะกินคู่กัน อยู่ในหน้า วิตามินซีกับคอลลาเจน กินคู่กันตอนไหน

กับวิตามินรวมและวิตามินบี

NIH ODS ไม่ได้ระบุว่าวิตามินซีตีกับวิตามินรวมหรือวิตามินบี ข้อที่ต้องทำคือรวมปริมาณวิตามินซีจากทุกเม็ด ส่วนรายงานเก่าที่ว่าวิตามินซีขนาดสูงทำให้ระดับวิตามินบี 12 ลดลง NIH ODS ระบุว่าข้อสรุปบางส่วนเกิดจากความคลาดเคลื่อนของวิธีตรวจ และการศึกษาเพิ่มเติมไม่ยืนยัน

กับยาที่ต้องระวัง

NIH ODS ยกตัวอย่างไว้ 2 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือยาคีโมและการฉายรังสี ซึ่งยังถกเถียงกันว่าสารต้านอนุมูลอิสระอาจลดฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งหรือไม่ จึงต้องถามแพทย์ด้านมะเร็งก่อน กลุ่มที่สองคือยาสแตตินที่ใช้คู่ไนอาซิน ซึ่งวิตามินซีร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระอื่นอาจลดการเพิ่มขึ้นของไขมันดี HDL รายการยาและอาหารที่ควรเว้นแบบละเอียด อยู่ในหน้า วิตามินซีห้ามกินคู่กับอะไร ยาและอาหารที่ควรระวัง

7. เหมาะกับใคร / ไม่เหมาะกับใคร

วิตามินซีเสริมเหมาะกับคนที่ได้จากอาหารไม่พอ หรือต้องการมากกว่าปกติ ส่วนคนที่เคยเป็นนิ่วในไต มีภาวะเหล็กเกิน ได้ยาคีโม หรือใช้ยาบางกลุ่ม ควรคุยกับแพทย์ก่อน เพราะคำถามแรกของกลุ่มนี้คือควรกินหรือเปล่า ก่อนจะถึงเรื่องเวลาและขนาด

อาจเหมาะกับ

  • คนที่กินผักผลไม้น้อย และปรับอาหารได้ยาก
  • คนสูบบุหรี่ ซึ่งต้องการวิตามินซีมากกว่าคนทั่วไป 35 มก./วัน
  • คนที่กินมังสวิรัติ และอยากกินวิตามินซีพร้อมมื้อที่มีเหล็กจากพืช
  • คนที่ออกแรงหนักมากเป็นช่วง ๆ เช่น นักวิ่งระยะไกล

ไม่เหมาะ หรือต้องปรึกษาแพทย์ก่อน

  • คนที่เคยเป็นนิ่วในไต มีโรคไต หรือมีภาวะออกซาเลตในปัสสาวะสูง
  • คนที่มีภาวะเหล็กเกินทางพันธุกรรม (ฮีโมโครมาโทซิส)
  • คนที่กำลังได้ยาคีโม ฉายรังสี หรือใช้ยาสแตตินคู่ไนอาซิน
  • หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และเด็ก (ถ้าจะกินแบบเสริม)

8. ข้อควรระวังก่อนกินวิตามินซี

โดยรวม NIH ODS ระบุว่าวิตามินซีมีพิษต่ำ ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคืออาการทางเดินอาหารเมื่อกินขนาดสูง เรื่องที่ต้องจริงจังคือนิ่วในไตในบางกลุ่ม ภาวะเหล็กเกิน และยาบางชนิด ถ้ากินยาประจำ ให้ถามเภสัชกรก่อนเริ่มทุกครั้ง

🔬 งานวิจัยบอกว่า · 🟡 หลักฐานจำกัด (งานติดตาม ไม่ใช่งานทดลอง)
งานติดตามระยะยาวใน American Journal of Kidney Diseases (Ferraro et al., 2016) ติดตามผู้หญิง 156,735 คน และผู้ชาย 40,536 คน นานราว 11 ปี พบนิ่วในไต 6,245 ราย ผู้ชายที่ได้วิตามินซีรวมตั้งแต่ 1,000 มก./วัน มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มที่ได้ไม่ถึง 90 มก./วัน (HR 1.43) และผู้ชายที่กินวิตามินซีเสริมตั้งแต่ 1,000 มก./วัน เสี่ยงสูงกว่าคนที่ไม่กิน (HR 1.19) ส่วนในผู้หญิงไม่พบความสัมพันธ์

⚠️ ข้อควรระวัง

  • ท้องเสีย คลื่นไส้ ปวดเกร็งท้อง: พบบ่อยเมื่อกินขนาดสูง ให้ลดขนาดต่อครั้งก่อน
  • นิ่วในไต โรคไต หรือออกซาเลตในปัสสาวะสูง: NIH ODS ระบุว่าหลักฐานที่ชัดที่สุดว่าวิตามินซีเกี่ยวกับนิ่วอยู่ในคนที่มีออกซาเลตในปัสสาวะสูงอยู่ก่อน ปรึกษาแพทย์ก่อนกินขนาดสูง
  • ภาวะเหล็กเกินทางพันธุกรรม (ฮีโมโครมาโทซิส): วิตามินซีขนาดสูงต่อเนื่องอาจทำให้เหล็กสะสมมากขึ้น
  • ยาคีโมหรือฉายรังสี: ห้ามเริ่มกินเองโดยไม่บอกแพทย์ด้านมะเร็ง
  • ยาสแตตินคู่ไนอาซิน: อาจลดการเพิ่มขึ้นของ HDL ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • เพดานต่อวัน: ผู้ใหญ่ไม่ควรเกิน 2,000 มก./วัน ต่อเนื่อง นับรวมอาหารและอาหารเสริม
  • ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก หรือมีโรคประจำตัว: ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนกินแบบเสริม

ถ้ากินยาประจำอยู่หลายตัว วิธีที่ง่ายที่สุดคือถือขวดวิตามินซีไปให้เภสัชกรดูตอนรับยา จะได้เช็กทั้งขนาดและเวลากินในครั้งเดียว

9. คำถามที่พบบ่อย

วิตามินซีกินตอนท้องว่างได้ไหม?

กินได้ ยังไม่มีงานวิจัยในคนที่พบว่ากินตอนท้องว่างดูดซึมต่างจากกินพร้อมอาหาร ถ้ากินแล้วแสบท้องหรือท้องเสีย NIH ODS ระบุว่าอาการเหล่านี้มักมาจากขนาดสูง ให้ลดขนาดต่อครั้งก่อน แล้วลองกินพร้อมมื้ออาหาร ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้หยุดและถามเภสัชกร

กินวิตามินซีก่อนนอนได้ไหม?

กินได้ เราไม่พบงานวิจัยที่บอกว่าวิตามินซีก่อนนอนรบกวนการนอน และไม่พบงานที่บอกว่าดีกว่ากินตอนเช้า ร่างกายคุมระดับวิตามินซีในเลือดไว้ค่อนข้างคงที่ เวลาที่ทำได้ทุกวันจึงสำคัญกว่า ถ้ากินก่อนนอนแล้วแสบท้อง ลองย้ายไปกินพร้อมมื้อเย็นหรือมื้อเช้าแทน

วิตามินซี 1000 mg ควรกินตอนไหน?

กินเวลาไหนก็ได้ แต่งานวิจัยพบว่าขนาดตั้งแต่ 500 มก. ต่อครั้ง ร่างกายดูดซึมได้น้อยลง และถ้าเกิน 1 กรัมต่อวันดูดซึมได้ไม่ถึงครึ่ง ผู้ใหญ่ต้องการเพียง 75-90 มก./วัน งานติดตามยังพบว่าผู้ชายที่กินเสริมตั้งแต่ 1,000 มก./วัน เสี่ยงนิ่วในไตสูงขึ้น ถามเภสัชกรก่อนกินทุกวัน

กินวิตามินซีทุกวันได้ไหม?

ได้ ถ้าปริมาณรวมจากอาหารและอาหารเสริมไม่เกิน 2,000 มก./วันในผู้ใหญ่ ส่วนที่เกินความต้องการถูกขับออกทางปัสสาวะ การได้ทุกวันจึงตรงกับธรรมชาติของวิตามินนี้ งานรวมของ Cochrane พบว่าคนที่กินประจำมีหวัดสั้นลงราว 8% แต่ถ้ากินผักผลไม้ครบทุกวัน อาจไม่ต้องกินเสริม

กินวิตามินซีพร้อมวิตามินรวมหรือวิตามินบีได้ไหม?

ได้ NIH ODS ไม่ได้ระบุว่าวิตามินซีตีกับวิตามินรวมหรือวิตามินบี ข้อที่ต้องระวังคือวิตามินรวมหลายสูตรมีวิตามินซีอยู่แล้ว ให้รวมทุกเม็ดก่อนเทียบเพดาน 2,000 มก./วัน ส่วนรายงานว่าวิตามินซีขนาดสูงทำให้บี 12 ลดลง NIH ODS ระบุว่าการศึกษาเพิ่มเติมไม่ยืนยัน

กินวิตามินซีจากผลไม้แทนแบบเม็ดได้ไหม?

ได้ และสำหรับคนส่วนใหญ่เพียงพอ NIH ODS ระบุว่าผักผลไม้หลากหลาย 5 ส่วนต่อวันให้วิตามินซีได้มากกว่า 200 มก. ซึ่งเกินความต้องการผู้ใหญ่ งานทบทวนใน Nutrients ยังพบว่างานในคนแบบวัดระดับคงที่ทุกงาน ไม่พบความต่างของการดูดซึมระหว่างวิตามินซีสังเคราะห์กับจากอาหาร

สรุป

วิตามินซีไม่มีเวลากินที่ดีที่สุดที่งานวิจัยยืนยัน กินเวลาที่ทำได้ทุกวัน ถ้ากินพร้อมมื้อที่มีผักหรือถั่วจะได้เรื่องดูดซึมเหล็กจากพืชเพิ่ม ขนาดต่อครั้งสำคัญกว่าเวลา เพราะตั้งแต่ 500 มก. ต่อครั้งร่างกายดูดซึมได้น้อยลง ผู้ใหญ่ต้องการแค่ 75-90 มก./วัน อย่าเกิน 2,000 มก./วัน และถ้ามีนิ่ว ภาวะเหล็กเกิน หรือกินยาประจำ ให้ถามแพทย์ก่อน

📚 แหล่งอ้างอิง

10 แหล่ง
  1. NIH Office of Dietary Supplements: Vitamin C Fact Sheet for Health Professionals (updated July 31, 2025)
  2. PubMed: Levine M, et al. Vitamin C pharmacokinetics in healthy volunteers: evidence for a recommended dietary allowance. Proc Natl Acad Sci U S A. 1996;93(8):3704-9
  3. PubMed: Hemilä H, Chalker E. Vitamin C for preventing and treating the common cold. Cochrane Database Syst Rev. 2013;(1):CD000980
  4. PubMed: Cook JD, Reddy MB. Effect of ascorbic acid intake on nonheme-iron absorption from a complete diet. Am J Clin Nutr. 2001;73(1):93-8
  5. PubMed: Li N, et al. The Efficacy and Safety of Vitamin C for Iron Supplementation in Adult Patients With Iron Deficiency Anemia: A Randomized Clinical Trial. JAMA Netw Open. 2020;3(11):e2023644
  6. PubMed: Gruenwald J, et al. Safety and tolerance of ester-C compared with regular ascorbic acid. Adv Ther. 2006;23(1):171-8
  7. PubMed: Giunta JL. Dental erosion resulting from chewable vitamin C tablets. J Am Dent Assoc. 1983;107(2):253-6
  8. PubMed: Shaw G, et al. Vitamin C-enriched gelatin supplementation before intermittent activity augments collagen synthesis. Am J Clin Nutr. 2017;105(1):136-143
  9. PubMed: Carr AC, Vissers MC. Synthetic or food-derived vitamin C: are they equally bioavailable? Nutrients. 2013;5(11):4284-304
  10. PubMed: Ferraro PM, et al. Total, Dietary, and Supplemental Vitamin C Intake and Risk of Incident Kidney Stones. Am J Kidney Dis. 2016;67(3):400-7

ข้อมูลเพื่อความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ บทความนี้สรุปจากงานวิจัยและแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงด้านบน ไม่ได้ใช้แทนคำวินิจฉัยของแพทย์ ก่อนเริ่มกินอาหารเสริมใด ๆ โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัว กินยาอยู่ ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
เขียนโดย เวล · ทีม mywellthy · อัปเดตล่าสุด 4 พ.ย. 2569

โฆษณา
เวล — ผู้เขียน mywellthyนักเขียนสายสุขภาพของ mywellthy อ่านงานวิจัยแล้วสรุปเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย บอกตรง ๆ ว่าอะไรมีหลักฐานแค่ไหน และควรระวังอะไร (ไม่ใช่แพทย์หรือเภสัชกร)ข้อมูลนี้มีไว้เพื่อความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ · บางลิงก์เป็นลิงก์ affiliate